- การจัดวางห้องดาต้าเซ็นเตอร์ควรจะต้องคำนึงถึงขนาดห้อง ตำแหน่งที่ตั้งอุปกรณ์ และคำนึงถึง Service Area โดยรอบ

     - เพื่อให้สามารถขนตู้แร็คขนาด 42U เข้าออกได้อย่างสะดวก ประตูทางเข้าห้องควรเป็นแบบเปิดออก กว้างอย่างน้อย 1 เมตรและสูงไม่ต่ำกว่า 2.13 เมตร สำหรับมาตรฐาน TIA-942A Rated 1,2 หรือไม่ต่ำกว่า 2.29 เมตรสำหรับ Rated 3 หรือไม่ต่ำกว่า 2.49 เมตรสำหรับ Rated 4.

     - หากห้องมีการติดตั้งพื้นยก ทางลาดควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 4 เท่าของความสูง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าห้องติดตั้งพื้นยกสูง 15 เซนติเมตร ทางลาดเข้าห้องควรจะต้องมีความยาวอยู่ที่ 15x4 = 60 เซนติเมตร

     - ความสูงของฝ้าเพดานไม่ควรต่ำกว่า 2.6 เมตร และควรมีระยะห่างระหว่างตู้กับหัวจ่ายระบบดับเพลิงไม่ต่ำกว่า 45 เซนติเมตร

     - ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ห้องที่ตั้งระบบสนับสนุนอื่นห้องดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ระบบปรับอากาศ, ระบบสำรองไฟ ควรจะมีประตูทางเข้าแยกจากทางเข้าหลักของห้องดาต้าเซ็นเตอร์

     - ควรเช็คความสามารถในกับรับน้ำหนักของโครงสร้าง (Floor load) กับฝ่ายอาคารก่อนที่จะทำการติดตั้งอุปกรณ์ ว่ามีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากเช่น ระบบสำรองไฟฟ้าพร้อมชุดแบตเตอรี่หรือไม่ หรือจะต้องทำฐานกระจายน้ำหนัก (Share load) สำหรับอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อลดแรงกดต่อพื้นที่ลง

     - สำหรับห้องดาต้าเซ็นเตอร์ Rated 3 ใน TIA-942A นั้น ผนังภายนอกของตัวห้องจะต้องสามารถกันเพลิงไหม้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง และใน Rated 4 จะต้องสามารถกันเพลิงไหม้ได้ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง แผ่นกระจกที่นำมาติดตั้งจะต้องไม่แผ่ความร้อนจากเปลวเพลิงจนก่อให้เกิดความเสียหายจากกับอุปกรณ์ภายในห้อง

     - แผ่นพื้นยก (Raised Floor) ที่นำมาติดตั้งควรรองรับน้ำหนักบรรทุกแบบแผ่สม่ำเสมอ (Uniformly Distributed Load) ได้อย่างน้อย 8kN ต่อตารางเมตร แนะนำที่ 12 kN ต่อตารางเมตร

พื้นยกระดับ (Raised Floor) โดยมาก จะมีขนาดของแผ่น 600 X 600 มม. นิยมใช้แบบไส้คอนกรีต (Cement Core) เนื่องจากมีความแข็งแรงสูงและมีคุณสมบัติในการป้องกันไฟ (ไม่ติดไฟ)มากกว่าแบบไม้  ผิวหน้าของแผ่นพื้นนิยมใช้แบบ Anti-Static HPL (High Pressure Laminated) เพราะมีคุณสมบัติในการป้องกันไฟฟ้าสถิตได้ดี

ไม่แนะนำใช้ผิวหน้าที่เป็นพรม เพราะจะเก็บฝุ่นละอองและเสียหายได้ง่ายกรณีเคลื่อนย้ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การยกพื้นสำหรับศูนย์สารสนเทศไม่ควรมีความสูงต่ำกว่า 20 เซนติเมตร

กรณีใช้เครื่องปรับอากาศแบบกระจายลมเย็นจากด้านล่าง หรือใช้พื้นที่ใต้พื้นยกเป็น Plenum ระดับความสูงที่เหมาะสมสำหรับศูนย์สารสนเทศอยู่ 40-60 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามเมื่อติดตั้งพื้นยกแล้วเสร็จ ต้องมีพื้นที่เพียงพอต่อการระบายอากาศให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ และมีพื้นที่เหนือเครื่องปรับอากาศเพียงพอสำหรับ Returnair ของเครื่องปรับอากาศ

คุณสมบัติในการรองรับน้ำหนักของพื้นยก ต้องเลือกเหมาะสมกับการใช้งาน ค่าที่เกี่ยวข้องในการรองรับน้ำหนักได้แก่ ค่า Concentrated Load จะเป็นค่าที่พื้นยกสามารถรับน้ำหนักกดทับเป็นจุดได้ สำหรับศูนย์สารสนเทศควรจะรองรับ Concentrated Load ได้ไม่น้อยกว่า 1000 ปอนด์ โดยเมื่อรับน้ำหนักดังกล่าวแล้วควรมีค่าการแอ่นตัวไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงค่าการรองรับน้ำหนักแบบ Rolling load ซึ่งจะทดสอบโดยการใช้ล้อกลิ้งไปบนแผ่นพื้น โดยเฉพาะส่วนที่เป็นแผ่น Perforate ควรจะต้องสามารถรองรับ Rolling load ได้ดี เนื่องจากจะต้องใช้ติดตั้งบริเวณทางเดิน

ระบบสำรองไฟ (Uninterrupted Power Supply หรือ UPS)

มีหน้าที่หลัก คือ ป้องกันความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อ) อันมีสาเหตุจากความผิดปกติของพลังงานไฟฟ้า รวมถึงมีหน้าที่ในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้าเทคโนโลยีของระบบสำรองไฟ

Offline หรือ Standby UPS (IEC 62040-3.2.20)
เป็น UPS ที่มีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับ UPS ชนิดอื่นๆ เหมาะสำหรับการใช้งานกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ หรืออุปกรณ์ไอทีอื่นที่ไม่ต้องการเสถียรภาพสูง เนื่องจากถูกออกแบบให้ป้องกันกรณีเกิดไฟดับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันปัญหาแรงดันไฟฟ้าที่ผันผวนและสัญญาณรบกวนได้

     - Line InteractiveUPS (IEC 62040-3.2.20)

       ถูกพัฒนามาจาก Offline UPS โดยเพิ่มระบบป้องกันแรงดันไฟฟ้าสูงหรือต่ำอัตโนมัติ (Stabilizer) เพื่อป้องกันปัญหาทางไฟฟ้า ช่วยให้ UPS ไม่จำเป็นต้องจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ทุกครั้งที่ไฟตกหรือไฟเกินไม่มากนัก เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่ที่มีความผันผวนของแรงดันไฟฟ้ามากๆ แต่ไม่เหมาะสำหรับนำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความไวต่อคุณภาพของกระแสไฟฟ้า

   

     - True Online (IEC 62040-3.2.20)

       เป็น UPS ที่มีศักยภาพสูงสุด กล่าวคือ อุปกรณ์จะทำการแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณภาพไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็น ไฟดับ, ไฟตก, ไฟเกิน หรือสัญญาณรบกวนใดๆ จึงทำให้ UPS ชนิดนี้มีราคาสูงกว่า UPS ชนิดอื่นๆ

   Trend and Technology

เนื่องจาก UPS ออกแบบมาเพื่อให้สำรองไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้งานกับอุปกรณ์ที่เป็นโหลดมอเตอร์ เช่น ระบบปรับอากาศ ดังนั้นเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการทำงานของห้องดาต้าเซ็นเตอร์ จึงควรต้องมี เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อให้ระบบปรับอากาศสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ไฟฟ้าดับ

โดยปกติแล้ว แบตเตอรี่ของ UPS มีอายุการใช้งานจำกัด ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ ผู้ดูแลระบบควรต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกๆ 3 ปี โดยไม่มีข้อยกเว้น ยิ่งหากระบบมีระยะเวลาในการสำรองไฟมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็จะเพิ่มขึ้นตามนั้น ดังนั้นการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ จากการลดระยะเวลาสำรองไฟของ UPS

เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามีให้เลือกใช้ตามประเภทใช้งาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

  1. เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (Standby Generator Type)

ใช้เป็นกำลังสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าหลักขาดหายไปเป็นเวลาไม่นานนัก หรืออาจกล่าวได้ว่า ใช้แค่ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประเภทนี้จะไม่สามารถจ่ายไฟเกินกำลังได้ และการทำงานจะต้องไม่เกินพิกัดของผู้ผลิตเครื่องยนต์  เช่นบางผู้ผลิตกำหนดไว้ว่าจะต้องใช้งานไม่เกิน 150 ชั่วโมงต่อปี หรืออาจมีข้อจำกัดในการเดินเครื่อง เช่น ในรอบการเดินเครื่อง 12 ชั่วโมง จะต้องมีการหยุดพัก 1 ชั่วโมง หากใช้งานเกินข้อกำหนดดังกล่าว จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องลดลง และอาจส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามที่ผู้ออกแบบได้เลือกไว้

  1. เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากำลังสำรองต่อเนื่อง (Continuous Generator Type)
    นิยมใช้ในกรณีที่ระบบต้องการประสิทธิภาพของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยต้องมีเหตุผลประกอบเช่น เคยเกิดเหตุกระแสไฟฟ้าหลักดับหรือขาดหายเกินกว่า 12 ชั่วโมง แต่ราคาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประเภทนี้ก็จะสูงขึ้นกว่าแบบแรก เพราะจะต้องใช้เครื่องยนต์ประเภทกึ่งใช้งานหนัก 
    (Heavy Duty) ที่มีกำลังแรงม้ามากพอที่จะรองรับชั่วโมงการทำงานแบบต่อเนื่องยาวนานได้
  2. เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากำลังหลัก (Base Generator Type)ใช้เพื่อเป็นกำลังไฟฟ้าหลัก สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำกัดชั่วโมงการทำงาน พิกัดกำลังของเครื่องจะต้องรับภาระเป็น 70% ของเครื่องชนิด Standby และ 60% ของเครื่อง Continuous  Type เครื่องชนิดนี้ถึงแม้จะไม่จำกัดชั่วโมงการทำงาน หากถึงกำหนดเวลาบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็จำเป็นต้องหยุดระบบเพื่อทำการ maintenance ดังนั้นหากลักษณะงานของห้องดาต้าเซ็นเตอร์ไม่สามารถรองรับ downtime ในช่วงระหว่างการ maintenance ได้ ก็ควรจะต้องมีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอย่างต่ำสองเครื่อง เพื่อสลับการทำงานในระหว่างที่มีการซ่อมบำรุงอุปกรณ์

การเลือกใช้งานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า นอกจากจะดูจากกำลังตามที่ได้กล่าวในเบื้องต้นแล้ว ยังจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับสถานที่ในการติดตั้ง โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการสั่งงานให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำงานอัตโนมัติ เมื่อตรวจจับได้ว่ากระแสไฟฟ้าหลักมีปัญหา เช่นกรณีที่เกิดไฟดับหรือไฟตก โดยจะส่งสัญญาณไปสตาร์ทเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถทำงานจนได้ความถี่, โวล์ท ตรงตามค่าที่กำหนดไว้ ATS ก็จะสั่ง Transfer เอาไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จ่ายให้กับระบบทันที

 โดยทั่วไป ATS มีสองชนิด คือ 

1. ชนิดเซอร์กิตเบรคเกอร์ ซึ่งก็จะมีขนาดแอมป์ตามขนาดของเบรคเกอร์ 

2. ชนิดคอนแทคเตอร์ นอกจากนี้ ATS ยังแบ่งได้อีกเป็น 

     2.1. Open Transition (ในระหว่างที่ Transfer จะมีไฟกระพริบ) 

     2.2 Closed Transition (ในระหว่างที่ Transfer จะใช้เวลาน้อยมาก จนไฟแทบจะไม่กระพริบเลย)

 

ไม่มีข้อมูล

ระบบปรับอากาศแบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (Precision Air Conditioning System) เป็นระบบสำหรับห้องที่ต้องการควบคุณอุณหภูมิและความชื้นพิเศษ โดยเครื่องปรับอากาศ (PAC) สามารถควบคุมสภาวะได้อย่างแม่นยำ ซึ่งใช้งานในห้องคอมพิวเตอร์, ห้อง Data Center ห้องโทรคมนาคม และห้อง Laboratory ซึ่งเป็นห้องที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างมาก

ความแตกต่างระหว่างระบบปรับอากาศแบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (Precision Air Conditioning System) และระบบปรับอากาศสำหรับบ้าน/สำนักงาน (Comfort Air) มีดังนี้

 

1. ปริมาณความร้อนในห้อง

ความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนใหญ่จะมาจากคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบต่าง ๆ ซึ่งใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงาน ซึ่งจะมีพลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งเปลี่ยนรูป เป็นพลังงานความร้อนแผ่กระจายออกมา เรียกว่าค่าความร้อนสัมผัส (sensible heat) ประมาณ 90% จึงทำอัตราส่วน sensible heat factor ของระบบปรับอากาศที่ใช้กับห้องคอมพิวเตอร์สูงเกินกว่า 90 % ในขณะที่ระบบปรับอากาศที่ใช้ในห้องทั่วไปนั้นจะมีค่าอัตราส่วน sensibleheat factor ประมาณ 60-70% เท่านั้น เนื่องจากในห้องทั่วไป ปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะมาจากคนซึ่งจะมีทั้งความร้อนสัมผัสและความร้อนจากความชื้นที่ระเหยออกมาจากร่างกาย เมื่อเฉลี่ยจำนวนตันต่อพื้นที่ที่ปรับอากาศ จะพบว่ามีจำนวนตันสูงกว่า ระบบปรับอากาศทั่วไปมาก และเนื่องจากค่าอัตราส่วน sensible heat factor ของระบบปรับอากาศห้องคอมพิวเตอร์สูง จึงทำให้ปริมาณลมต่อ 1 ตัน ของเครื่องปรับอากาศที่ใช้ในห้องคอมพิวเตอร์สูงกว่าห้องปรับอากาศทั่วไปด้วยเช่นกัน

คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดว่า ปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์วิวัฒนาการ ใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กลง และ ใช้พลังไฟฟ้าน้อยลงแล้ว ความร้อนที่แผ่ออกมาจากเครื่องก็น่าจะลดลงด้วย แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากถึงแม้ขนาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จะเล็กลง แต่ความต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเรื่อย ๆ จึงกลายเป็นว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้มากชิ้นขึ้นในปริมาตรเท่าเดิม ดังนั้นเมื่อรวมความร้อนที่เกิดขึ้นแล้วก็ปรากฎว่าเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ เหล่านี้ยังคงปลดปล่อยพลังงาน ความร้อนออกมาในปริมาณเท่ากับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าหรือบางครั้งอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป

2. อุณหภูมิสำหรับการปรับอากาศ อุณหภูมิที่เป็นที่ยอมรับกันว่า เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คือ ที่อุณหภูมิประมาณ 22 °C ในขณะที่อุณหภูมิของระบบปรับอากาศที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์นั้น จะมีค่าสูงกว่าคือประมาณ 25°C ดังนั้น จะเห็นได้ว่าโหลดของระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์จะสูงกว่าระบบปรับอากาศในห้องทั่วไป เนื่องจากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิในห้องคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าห้องปรับอากาศทั่วไป
3. ค่าความชื้นสัมพัทธ์

ในห้องปรับอากาศทั่วๆไปนั้น ปกติจะมีค่าความชื้นสัมพัทธ์ อยู่ในช่วงประมาณ 50-60% และถึงแม้ค่านี้จะเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีผลกระทบต่อคนในห้องสักเท่าไร ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการควบคุมความชื้นแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม ค่าความชื้นสัมพัทธ์ จะมีผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างมาก ถ้าค่าความชื้นสูงเกินไป จะทำให้เกิดการกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เสียหาย หรือ ทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นโลหะเกิดสนิมขึ้นได้ และถ้าความชื้นสัมพัทธ์ต่ำเกินไป (น้อยกว่า 30%RH) ก็จะเกิดไฟฟ้าสถิตย์ ซึ่งการเคลื่อนย้ายประจุไฟฟ้าสถิตย์นี้จะทำให้วงจรภายในของเครื่องคอมพิวเตอร์เสียหายได้

4. การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น

สำหรับระบบปรับอากาศธรรมดานั้น ไม่จำเป็นต้องควบคุมช่วงอุณหภูมิและความชื้น เนื่องจากมนุษย์มีขีดความสามารถทางชีววิทยา ในการปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้อยู่แล้วดังนั้น ช่วงระดับของอุณหภูมิในห้อง ที่มีการปรับอากาศ จึงสามารถสูง หรือ ต่ำกว่าระดับอุณหภูมิปกติได้เกินกว่า 3°C และค่าความชื้นสัมพัทธ์อาจจะแปรเปลี่ยนได้ตั้งแต่ช่วง 40 - 60%

ส่วนระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์นั้นต้องการการควบคุมอุณหภูมิ และ ความชื้นที่แน่นอน เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น ช่วงการแปรเปลี่ยนของอุณหภูมิจะสูง หรือต่ำกว่าช่วงอุณหภูมิที่กำหนดไว้ได้ไม่เกิน 1 °C และ ค่าความชื้นสัมพัทธ์จะต้องมีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 40 - 50%

เท่านั้น จึงต้องมีการเพิ่มเติมอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิและความชื้น

5. การกรองอากาศ

สำหรับระบบปรับอากาศธรรมดานั้น การกรองอากาศไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด เพราะมนุษย์เราต้องเผชิญกับฝุ่นผงต่างๆ อยู่แล้ว ในสภาวะตามธรรมชาติ แผงกรองอากาศที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศธรรมดา จึงเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ คือ สามารถกรองฝุ่นผงต่างๆ ด้วยประสิทธิภาพประมาณ 10-25% ก็นับว่าเพียงพอแล้ว

สำหรับห้องคอมพิวเตอร์ ฝุ่นผงและเศษละอองต่างๆ ที่มีอยู่ในอากาศ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บรรดาฝุ่นผงต่างๆที่ไปจับตามเทปแม่เหล็ก อาจจะเป็นผลให้ข้อมูลที่บันทึกไว้เกิดลบเลือนสูญหาย ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งถ้าข้อมูลนั้นมีความสำคัญ ค่าความเสียหายนั้นก็อาจจะมีมูลค่ามหาศาล นอกจากนี้สำหรับอุปกรณ์จำพวกดิสก์ หัวที่ใช้ในการอ่านและบันทึกลงไปบนแผ่นดิสก์นั้นจะลอยอยู่เหนือแผ่นดิสก์ โดยมีระยะห่างประมาณ 100ไมครอน ( 1 ไมครอนเท่ากับ 1 ส่วน 1,000 ของนิ้ว) ถ้าเศษฝุ่นละอองต่างๆเหล่านี้เข้าไปติดอยู่ระหว่างส่วนแผ่นจานข้อมูลกับหัวอ่าน ก็จะเป็นผลกับหัวสำหรับอ่านและบันทึกข้อมูล ดังนั้นระบบกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศที่ใช้กับห้องคอมพิวเตอร์ จึงต้องใช้แผงกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งอุปกรณ์ที่เตือนให้ทราบ ในกรณีที่แผงกรองอากาศ ทำงานจนเต็มประสิทธิภาพแล้ว จะได้มีการเปลี่ยนแผงกรองอากาศต่อไป

6. ปริมาณอากาศบริสุทธิ์

สำหรับระบบปรับอากาศธรรมดานั้นจะต้องการอากาศบริสุทธิ์ในปริมาณมากเพื่อให้มีการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศภายในบริเวณที่มีการปรับอากาศ ซึ่งเป็นบริเวณทึบอยู่แล้ว เพื่อขจัดกลิ่น และควันต่างๆ อันเกิดขึ้นจากคนที่อยู่ภายในให้น้อยลง

ระบบปรับอากาศ สำหรับห้องคอมพิวเตอร์นั้นเนื่องจากมีคนที่อยู่ห้องคอมพิวเตอร์น้อย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้ามาเป็นจำนวนมาก และเหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ อากาศจากภายนอก จะมีฝุ่นผงต่างๆเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจำกัดอากาศบริสุทธิ์ที่นำเข้ามานี้ให้เพียงเพื่อสามารถควบคุมแรงดันอากาศภายในห้องคอมพิวเตอร์ให้สูงกว่าภายนอกไว้เล็กน้อยเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีอากาศจากภายนอกรั่วไหลเข้ามาในบริเวณที่มีการปรับอากาศนั่นเอง

7. ชั่วโมงการทำงาน สำหรับระบบปรับอากาศธรรมดานั้นจะมีชั่วโมงการทำงานไม่สูงนัก เช่น ถ้าเป็นสำนักงานธรรมดา เครื่องปรับอากาศก็จะทำงานตามชั่วโมงการทำงานคือ 8 ชั่วโมงต่อวันทำงาน หรือตกประมาณ 1,200 ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์นั้นจะทำงานอย่างต่อเนื่องถึงวันละ 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 7 วันต่อสัปดาห์หรือ 8760 ชั่วโมงต่อปี โดยไม่มีวันหยุดตลอดทั้งปีเช่นเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งทำงานโดยไม่มีวันหยุดด้วยเช่นกัน
8. ความเชื่อถือได้ในการทำงานและการจัดปริมาณระบบปรับอากาศสำรอง สำหรับระบบปรับอากาศธรรมดานั้นการที่เครื่องปรับอากาศเกิดการขัดข้องหยุดการทำงานไปบ้างอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงอะไร เพราะเครื่องปรับอากาศเป็นแต่เพียงอุปกรณ์สำหรับอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่งเท่านั้นแต่หากระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานต่อได้ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์จะสะสมและเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการระบายออกไป ในที่สุดก็จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ หยุดการทำงาน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ ต้องมีเครื่องสำรองไว้ใช้ในกรณีที่เครื่องปรับอากาศอีกเครื่องชำรุด
9. ความเป็นอิสระในการทำงาน

ระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์จะต้องสามารถทำงานอย่างอิสระ เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องทำงานอย่างต่อเนื่องดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของอาคารสำนักงานที่มีห้องคอมพิวเตอร์อยู่ชั้นใดชั้นหนึ่งสำหรับสำนักงานธรรมดาทั่วไปก็จะทำงานเพียง 8 ชั่วโมงต่อวันหรืออาจจะ

มีการทำงานล่วงเวลาบ้างก็ไม่มากนัก แต่ส่วนของห้องคอมพิวเตอร์ นั้นอาจจะต้องทำงานตลอดทั้งวันทั้ง

คืน ระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์จึงต้องแยกเป็นอิสระและสามารถทำงานได้โดยไม่ขึ้นกับ

ระบบปรับอากาศของอาคาร


ควรนำเครื่องปรับอากาศธรรมดามาใช้กับห้องคอมพิวเตอร์หรือไม่

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า เครื่องปรับอากาศที่ได้รับการออกแบบ และ ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับห้องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะนั้นจะมีความแตกต่างจากเครื่องปรับอากาศชนิดธรรมดาโดยทั่วไป กล่าวโดยสรุปก็คือเครื่องปรับอากาศที่ใช้ สำหรับห้องคอมพิวเตอร์นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองต่อความต้องการ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เครื่องปรับอากาศธรรมดานั้นต้องการทำความเย็นเพื่อความสุขสบายของผู้ที่อยู่ภายใน(comfort cooling) ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เครื่องปรับอากาศที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับห้องคอมพิวเตอร์จึงมีอุปกรณ์และส่วนประกอบต่าง ๆ มากมายและเป็นที่แน่นอนว่าเครื่องปรับอากาศประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดาหลายเท่าตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบัน ซึ่งเครื่องปรับอากาศชนิดที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีการผลิตขึ้นภายในประเทศ จะต้องมีการสั่งเครื่องปรับอากาศทั้งชุดเข้ามาจากต่างประเทศ ก็ยิ่งทำให้ราคาของชุดเครื่องปรับอากาศดังกล่าวนี้ยิ่งสูงขึ้นไปอีก จึงมักจะปรากฏว่าได้มีผู้ที่นำเอาเครื่องปรับอากาศชนิดธรรมดามาใช้กับห้องคอมพิวเตอร์อยู่บ่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่สำคัญก็คือ เรื่องของราคา การนำเอาเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดามาใช้ในห้องคอมพิวเตอร์เป็นการไม่เหมาะสมในแง่ที่ว่าเครื่องปรับอากาศประเภทนี้ ได้รับการออกแบบมา โดยมีขีดความสามารถในการกำจัดความร้อนสัมพัทธ์ (sensible heat) ประมาณ 60% และความร้อนจากความชื้น (latent heat) ประมาณ 40% ซึ่งเป็นภาวะปกติของโหลดที่เกิดขึ้นสำหรับระบบปรับอากาศทั่วไป แต่เมื่อมาใช้กับห้องคอมพิวเตอร์ซึ่งโหลดส่วนใหญ่เป็นโหลดความร้อนสัมผัสซึ่งมีอัตราส่วนสูงถึง 90% เครื่องปรับอากาศประเภทนี้ จึงไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในห้องคอมพิวเตอร์ไว้ได้ ทำให้อุณหภูมิ ของห้องคอมพิวเตอร์สูงขึ้นกว่าปกติ แต่ในขณะเดียวกันความสามารถของการทำความเย็นอีกประมาณ 30% ของเครื่องปรับอากาศประเภทนี้ จะไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการควบคุมอุณหภูมิภายในห้องคอมพิวเตอร์ ยิ่งไปกว่านั้นการที่แผงกรองอากาศ ของเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดามีประสิทธิภาพต่ำ จึงทำให้ไม่สามารถกรองอนุภาคของฝุ่น ที่มีขนาดละเอียด ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับอุปกรณ์บันทึกข้อมูล และสื่อเก็บข้อมูลประเภทต่าง ๆ ได้ การนำเครื่องปรับอากาศธรรมดามาใช้กับห้องคอมพิวเตอร์ จึงอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ดังนี้คือ

  1. อุณหภูมิภายในห้องคอมพิวเตอร์ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้อุปกรณ์ประกอบในระบบเครื่องคอมพิวเตอร์บางส่วนทำงานผิดพลาด
  2. ปริมาณอากาศหมุนเวียนที่น้อยเกินไป จะทำให้เกิดการ Condense
  3. อุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่เก็บไว้ในห้องคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่ได้รับการรักษาอุณหภูมิที่ดีพอ จะเกิดการเสื่อมสภาพ การอ่านและบันทึกข้อมูลผิดพลาด

ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงมูลค่าของเครื่องคอมพิวเตอร์และการสร้างศูนย์คอมพิวเตอร์แล้ว การติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อใช้ทำความเย็นสำหรับศูนย์คอมพิวเตอร์โดยเฉพาะจึงนับว่าเป็นการที่คุ้มค่ากว่ากันมาก เพราะมูลค่าของเครื่องปรับอากาศดังกล่าวนั้นแม้จะสูงแต่ก็ยังมีมูลค่าไม่ถึง 5%

ของมูลค่าการลงทุนสำหรับศูนย์คอมพิวเตอร์ และยิ่งถ้าเกิดการขัดข้องในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีสาเหตุมาจากระบบปรับอากาศแล้ว มูลค่าของการเสียเวลาที่เกิดขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองไปเปล่า ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีผู้ที่นำเอาเครื่องปรับอากาศชนิดธรรมดามาดัดแปลง โดยการเพิ่มเติมอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าไปและกล่าวอ้างว่าเครื่องปรับอากาศดังกล่าวนั้น สามารถทำงานได้เทียบเท่ากับเครื่องปรับอากาศที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ใช้สำหรับห้องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าเครื่องปรับอากาศประเภทที่มีการดัดแปลงดังกล่าวนั้นยังมีจุดอ่อนในการทำและส่วนประกอบต่างๆ ตามตารางเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

 

เครื่องปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์

เครื่องปรับอากาศธรรมดาที่มีการดัดแปลง

1. คอยล์ความเย็น

มีขนาดใหญ่ ใช้กับค่า Sensible Heat Factor สูงๆเช่น 0.9 ขึ้นไป

มีขนาดเล็ก ออกแบบมาสำหรับค่า Sensible Heat Factor ต่ำ เช่น 0.55-0.8

 

ปกติมี 2 วงจร

มีเพียงวงจรเดียว ไม่มีสำรอง

 

อุณหภูมิของอากาศที่ออกจากคอยล์ไม่ตํ่าจนเกินไป เพราะมี heater คอยควบคุม

อุณหภูมิของอากาศที่ออกจากคอยล์อาจจะต่ำเกินไป ทำให้เกิดการกลายเป็นหยดน้ำ (condensation) ในบางพื้นที่

 

คอยล์จะทำงานลดความชื้นน้อยและส่วนใหญ่ ทำงานในสภาวะแห้ง เนื่องจากมีความชื้นน้อย

คอยล์จะทำงานลดความชื้นมากและทำงานในสภาวะเปียก เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีการลดความชื้นของอากาศมากเกินไป

2. พัดลม

ปริมาณส่งลมต่อตันความเย็นสูงประมาณ 600 CFM

ปริมาณส่งลมเป็นต่อตันความเย็นต่ำประมาณ 400 CFM

3. คอมเพรสเซอร์

ปกติแล้วจะมี 2 ตัว ยกเว้นสำหรับเครื่องขนาดเล็ก

ปกติแล้วจะมีตัวเดียว ไม่มีคอมเพรสเซอร์สำรอง

4. การกระจายอากาศ

ลมกลับ เข้าที่ส่วนบนเครื่องลมส่งจะถูกอัดลม

ด้านล่าง (สำหรับรุ่นที่เป็น Downflow)

ปกติลมกลับและลมส่งจะอยู่ที่ส่วนบนของเครื่องยกเว้นมีการดัดแปลง โดยต่อท่อลมจากส่วนลมส่งอัดลงพื้นข้างลาง แต่จะเปลืองพื้นที่ใช้งาน

ปกติจะใช้พื้นยก (computer raised floor) เป็นช่องส่งลม ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการจ่ายลมได้ อุณหภูมิในห้องจะค่อนข้างสม่ำเสมอ

ถ้าใช้งานระบบท่อลมแบบธรรมดาซึ่งจ่ายจากฝ้าเพดาน การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการจ่ายลมจะทำได้ลำบาก อุณหภูมิห้องจะไม่สม่ำเสมอ

5. การเพิ่มจำนวนเครื่องปรับอากาศ

การเพิ่มจำนวนสามารถทำได้ง่ายเพราะเพียงแต่เพิ่มชุดเครื่องปรับอากาศที่เหมือนกันมาตั้งใหม่

การเพิ่มจำนวนเครื่องปรับอากาศทำได้ค่อนข้างลำบาก, สิ้นเปลือง และก่อให้เกิดความสกปรกเลอะเทอะ

6. การควบคุม

มีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นติดตั้งมาเสร็จครบชุด

ต้องมาเพิ่มวงจรควบคุมและอุปกรณ์ภายนอกอีกต่างหาก

การควบคุมทำได้อย่างถูกต้อง ช่วงความแปรผัน ค่อนข้างแคบ

ช่วงการควบคุมกว้างกว่าการควบคุมไม่ค่อยแน่นอน

7. อุปกรณ์เพิ่มความชื้น

เป็นอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องโดยอยู่ภายในตัวเครื่อง

ติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง โดยเป็นชิ้นส่วนอยู่นอกตัวหรือติดตั้งที่ท่อลม

วิธีการเพิ่มความชื้นมีหลายวิธีคือใช้ขดลวดความร้อนทำให้น้ำกลายเป็นไอ, ใช้แสงอินฟราเรดหรือใช้ไอน้ำโดยตรง (ในกรณีที่มีแหล่งไอน้ำ)

ส่วนใหญ่ใช้วิธีทำให้น้ำกลายเป็นไออย่างเดียว

ขนาดของอุปกรณ์เพิ่มความชื้นจะไม่ใหญ่เพราะเพียงแต่เพิ่มความชื้นตามต้องการ

อุปกรณ์เพิ่มความชื้นต้องมีขนาดใหญ่ เพื่อชดเชยกับการลดความชื้นที่เกิดขึ้นจากคอยล์เย็น

8. แผงกรองอากาศ

ติดตั้งแผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูงมาพร้อมกับตัวเครื่อง

ต้องดัดแปลงกรอบสำหรับติดตั้งแผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ซึ่งอาจทำให้มีอากาศรั่วไหลผ่านกรอบแผงกรองอากาศโดยไม่ถูกกรองฝุ่นได้

พัดลมที่ใช้ได้มีก

รออกแบบโดยคำนึงถึงค่าความต้านทานของแผงกรองอากาศไว้แล้ว

ต้องดัดแปลงหรือเพิ่มขนาดของมอเตอร์และพูลเล่ย์เพื่อเพิ่มความเร็วรอบของพัดลมชดเชยกับความต้านทานของแผงกรองอากาศที่เพิ่มขึ้น

9. แผงแสดงผลการทำงานของเครื่อง

มีแผงควบคุมสำหรับแสดงผลการทำงานของเครื่องปรับอากาศว่าอยู่ในสภาวะการทำงานอย่างไร

ไม่มีแผงแสดงผลการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

10. ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน

เนื่องจากเป็นเครื่องที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้กับห้องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานเครื่องต่ำ เพราะมีคอมเพรสเซอร์ 2 ชุด ซึ่งหยุดการทำงานทีละชุดได้

เสียค่าไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะในระหว่างที่เครื่องทำความเย็น อันเป็นภาวะ การใช้งานของเครื่องตามปกติ เนื่องจากมีคอมเพรสเซอร์เพียงชุดเดียว

11. การบำรุงรักษา

อุปกรณ์ทุกชิ้นเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จึงสามารถถอดออกมาบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนซ่อมได้

มีอุปกรณ์เพิ่มเติมจากชิ้นส่วนปกติมาก เครื่องไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ทำให้ต้องมีการดัดแปลงเครื่องและทำให้การบำรุงรักษาเปลี่ยนอุปกรณ์ทำได้ยาก

อะไหล่และชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสามารถซื้อมาเปลี่ยนซ่อมแซม จากบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ

ชิ้นส่วนต่าง ๆเป็นอุปกรณ์ที่มีการดัดแปลงมาจึงเกิดปัญหาในการซื้อของเก่า ซึ่งอาจจะต้องซื้อจากผู้ผลิตหลายๆ ราย

 

ระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ได้ถูกออกแบบให้มีหลายประเภทการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแบบ

  • ระบายความร้อนด้วยอากาศหรือแบบใช้น้ำยาทำความเย็น (Air Cooled)
  • ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water Cool)
  • ระบายความร้อนด้วยน้ำเย็น (Chilled Water)
  • ระบบทำความเย็นแบบผสานระหว่างน้ำยาทำความเย็นกับน้ำเย็น (Dual Cool)

โดยอาจแบ่งรูปแบบจากลักษณะการหมุนเวียนของอากาศได้ดังนี้

เทคโนโลยีประหยัดพลังงานของระบบปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์

  1. Electrical Commuted Fan Technology (EC fan.) เป็นเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานด้วยพัดลมซึ่งสามารถปรับความเร็วรอบได้ตามสภาวะโหลดความร้อนจริง
  2. Digital Scroll Compressor - เทคโนโลยีนี้คือพื้นฐานที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะ (Coefficient of Performance: COP) ของระบบ โดยการใช้คอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ให้ขนาดการทำความเย็นได้เท่ากัน และมีค่า COP ของการทำความเย็นดีขึ้น ด้วยการเปิดใช้ระบบฉีดไอน้ำยา
  3. Infrared Humidifier – ระบบปรับอากาศแบบควบคุมความชื้นโดยทั่วไปในท้องตลาด จะใช้ระบบหม้อต้ม (Boiler) เพื่อเพิ่มความชื้น ซึ่งผลกระทบจากการใช้หม้อต้มคือกินไฟเยอะและตอบสนองช้า จึงได้มีการพัฒนาระบบทำความชื้นรูปแบบใหม่ ที่ใช้อินฟราเรดมาต้มน้ำเฉพาะบริเวณผิวหน้า จึงประหยัดไฟฟ้าและทำงานได้เร็วกว่าระบบที่ใช้หม้อต้ม
  4. Dual Cool System - วงจรระบายอากาศคู่ สามารถทำงานได้แบบผสมคือใช้ได้ทั้งแบบน้ำเย็นและน้ำยาในเครื่องเดียวกัน
  5. Cold Containment - เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานร่วมกับระบบปรับอากาศแบบ Down Flow หรือ In Row โดยการทำกล่องครอบ ควบคุมการไหลเวียนของลมเย็นออกจากลมร้อนไม่ให้ปะปนกัน ทำให้ระบบปรับอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กินไฟน้อยลง

Team work –ในสภาวะที่ห้องต้องใช้ระบบปรับอากาศทำงานร่วมกันมากกว่าหนึ่งตัว ฟังก์ชั่น Team work จะช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานโดยไม่ขัดแย้งและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบและช่วยประหยัดพลังงาน

 

 

เครื่องปรับอากาศสำหรับห้องคอมพิวเตอร์

เครื่องปรับอากาศธรรมดาที่มีการดัดแปลง

1.  คอยล์ความเย็น

มีขนาดใหญ่ ใช้กับค่า Sensible Heat Factor สูงๆเช่น 0.9 ขึ้นไป

มีขนาดเล็ก ออกแบบมาสำหรับค่า Sensible Heat Factor ต่ำ เช่น 0.55-0.8

 

ปกติมี 2 วงจร

มีเพียงวงจรเดียว ไม่มีสำรอง

 

อุณหภูมิของอากาศที่ออกจากคอยล์ไม่ตํ่าจนเกินไป เพราะมี heater คอยควบคุม

อุณหภูมิของอากาศที่ออกจากคอยล์อาจจะต่ำเกินไป ทำให้เกิดการกลายเป็นหยดน้ำ (condensation) ในบางพื้นที่

 

คอยล์จะทำงานลดความชื้นน้อยและส่วนใหญ่ ทำงานในสภาวะแห้ง เนื่องจากมีความชื้นน้อย

คอยล์จะทำงานลดความชื้นมากและทำงานในสภาวะเปียก เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีการลดความชื้นของอากาศมากเกินไป

2.  พัดลม

ปริมาณส่งลมต่อตันความเย็นสูงประมาณ 600 CFM

ปริมาณส่งลมเป็นต่อตันความเย็นต่ำประมาณ 400 CFM

3.  คอมเพรสเซอร์

ปกติแล้วจะมี 2 ตัว ยกเว้นสำหรับเครื่องขนาดเล็ก

ปกติแล้วจะมีตัวเดียว ไม่มีคอมเพรสเซอร์สำรอง

4.  การกระจายอากาศ

ลมกลับ เข้าที่ส่วนบนเครื่องลมส่งจะถูกอัดลม

ด้านล่าง (สำหรับรุ่นที่เป็น Downflow)

ปกติลมกลับและลมส่งจะอยู่ที่ส่วนบนของเครื่องยกเว้นมีการดัดแปลง โดยต่อท่อลมจากส่วนลมส่งอัดลงพื้นข้างลาง แต่จะเปลืองพื้นที่ใช้งาน

ปกติจะใช้พื้นยก (computer raised floor) เป็นช่องส่งลม ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการจ่ายลมได้ อุณหภูมิในห้องจะค่อนข้างสม่ำเสมอ

ถ้าใช้งานระบบท่อลมแบบธรรมดาซึ่งจ่ายจากฝ้าเพดาน การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการจ่ายลมจะทำได้ลำบาก อุณหภูมิห้องจะไม่สม่ำเสมอ

5.  การเพิ่มจำนวนเครื่องปรับอากาศ

การเพิ่มจำนวนสามารถทำได้ง่ายเพราะเพียงแต่เพิ่มชุดเครื่องปรับอากาศที่เหมือนกันมาตั้งใหม่

การเพิ่มจำนวนเครื่องปรับอากาศทำได้ค่อนข้างลำบาก, สิ้นเปลือง และก่อให้เกิดความสกปรกเลอะเทอะ

6.  การควบคุม

มีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นติดตั้งมาเสร็จครบชุด

ต้องมาเพิ่มวงจรควบคุมและอุปกรณ์ภายนอกอีกต่างหาก

การควบคุมทำได้อย่างถูกต้อง ช่วงความแปรผัน ค่อนข้างแคบ

ช่วงการควบคุมกว้างกว่าการควบคุมไม่ค่อยแน่นอน

7.  อุปกรณ์เพิ่มความชื้น

เป็นอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องโดยอยู่ภายในตัวเครื่อง

ติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง โดยเป็นชิ้นส่วนอยู่นอกตัวหรือติดตั้งที่ท่อลม

วิธีการเพิ่มความชื้นมีหลายวิธีคือใช้ขดลวดความร้อนทำให้น้ำกลายเป็นไอ, ใช้แสงอินฟราเรดหรือใช้ไอน้ำโดยตรง (ในกรณีที่มีแหล่งไอน้ำ)

ส่วนใหญ่ใช้วิธีทำให้น้ำกลายเป็นไออย่างเดียว

ขนาดของอุปกรณ์เพิ่มความชื้นจะไม่ใหญ่เพราะเพียงแต่เพิ่มความชื้นตามต้องการ

อุปกรณ์เพิ่มความชื้นต้องมีขนาดใหญ่ เพื่อชดเชยกับการลดความชื้นที่เกิดขึ้นจากคอยล์เย็น

8.  แผงกรองอากาศ

ติดตั้งแผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูงมาพร้อมกับตัวเครื่อง

ต้องดัดแปลงกรอบสำหรับติดตั้งแผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ซึ่งอาจทำให้มีอากาศรั่วไหลผ่านกรอบแผงกรองอากาศโดยไม่ถูกกรองฝุ่นได้

พัดลมที่ใช้ได้มีก

รออกแบบโดยคำนึงถึงค่าความต้านทานของแผงกรองอากาศไว้แล้ว

ต้องดัดแปลงหรือเพิ่มขนาดของมอเตอร์และพูลเล่ย์เพื่อเพิ่มความเร็วรอบของพัดลมชดเชยกับความต้านทานของแผงกรองอากาศที่เพิ่มขึ้น

9.  แผงแสดงผลการทำงานของเครื่อง

มีแผงควบคุมสำหรับแสดงผลการทำงานของเครื่องปรับอากาศว่าอยู่ในสภาวะการทำงานอย่างไร

ไม่มีแผงแสดงผลการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

10.             ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน

เนื่องจากเป็นเครื่องที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้กับห้องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานเครื่องต่ำ เพราะมีคอมเพรสเซอร์ 2 ชุด ซึ่งหยุดการทำงานทีละชุดได้

เสียค่าไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะในระหว่างที่เครื่องทำความเย็น อันเป็นภาวะ การใช้งานของเครื่องตามปกติ เนื่องจากมีคอมเพรสเซอร์เพียงชุดเดียว

11.             การบำรุงรักษา

อุปกรณ์ทุกชิ้นเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จึงสามารถถอดออกมาบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนซ่อมได้

มีอุปกรณ์เพิ่มเติมจากชิ้นส่วนปกติมาก เครื่องไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ทำให้ต้องมีการดัดแปลงเครื่องและทำให้การบำรุงรักษาเปลี่ยนอุปกรณ์ทำได้ยาก

อะไหล่และชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสามารถซื้อมาเปลี่ยนซ่อมแซม จากบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ

ชิ้นส่วนต่าง ๆเป็นอุปกรณ์ที่มีการดัดแปลงมาจึงเกิดปัญหาในการซื้อของเก่า ซึ่งอาจจะต้องซื้อจากผู้ผลิตหลายๆ ราย

ระบบดับเพลิงในปัจจุบันนั้นมีการใช้กันอยู่หลายชนิดแต่เนื่องด้วยบางประเภทนั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและอันตรายต่อมนุษย์ดังนั้นจึงได้มีการหันมาใช้สารสะอาดดับเพลิงกันมากขึ้นซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการดับเพลิงสูงและเป็นสารสะอาดและพบว่ามักใช้สำหรับดับเพลิงในที่ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเลคโทรนิคที่มีมูลค่าสูงและบริเวณพื้นที่ห้องที่มีความสำคัญต่างๆเช่นห้องเซิร์ฟเวอร์ห้องดาต้าเซ็นเตอร์ห้อง UPS ห้องระบบโทรคมนาคมหรือห้องที่เก็บสินค้าที่มีมูลค่าสูงโดยสารดับเพลิงประเภทนี้นั้นจะไม่ทำให้อุปกรณ์หรือทรัพย์สินได้รับความเสียหายทั้งนี้ห้องที่มีอุปกรณ์ที่ไม่สามารถใช้น้ำในการดับเพลิงได้และมีระบบสปริงเกลอร์ดับเพลิงด้วยน้ำถ้าเกิดเหตุการไฟไหม้ขึ้นอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ก็ควรเปลี่ยนมาเลือกใช้เป็นสารสะอาดดับเพลิงแทนส่วนค่าใช้จ่ายของสารดับเพลิงและอุปกรณ์ในการติดตั้งนั้นอาจมีราคาที่สูงแต่ถ้าเปรียบเทียบเรื่องราคากับค่าความเสียหายของทรัพย์สินแล้วคุ้มค่ามากในลงทุนโดยสารสะอาดที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 ชนิดดังนี้

FM 200

เป็นสารสะอาดดับเพลิงที่สามารถดับเพลิงได้รวดเร็วและมีคุณสมบัติที่สำคัญคือไม่ทำลายโอโซนมีประสิทธิภาพดับเพลิงสูงโดยมีคุณสมบัติทั่วไปดังนี้ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า, ไม่มีสีและกลิ่นปลอดภัยสำหรับมนุษย์ (ตามข้อกำหนดของ NFPA 2001) ไม่เหลือสิ่งตกค้างภายหลังการทำงานไม่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศแต่อายุการเสื่อมสลายของ FM200 นานถึง 33 ปีโดยคุณสมบัตินี้ต่างจาก Novec 1230 หลายพันเท่า

Novec 1230

คือของเหลวป้องกันไฟที่รักษาสิ่งแวดล้อมและเป็นสารสะอาดดับเพลิง (clean agent) ปัจจุบันนิยมนำมาใช้ทดแทนสารดับเพลิงประเภทสารเฮลอนที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

โดยบริษัท 3 M™  ได้เป็นผู้คิดค้นของเหลว Novec 1230 ที่มีความปลอดภัยต่อมนุษย์ไม่ส่งผลกระทบต่อการปล่อยแก๊สเรือนกระจกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคุณสมบัติดังนี้

-         มีค่าในการทำลายโอโซนเป็น ศูนย์

-         ช่วงของค่าความปลอดภัยต่อมนุษย์ (Safety Margin) สูงกว่าสารเคมีประเภทอื่นๆ

-         เป็นสารสะอาดดับเพลิง เมื่อทำการฉีดออกมาจะกลายเป็นไอ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เหลือสิ่งตกค้างหลังจากการทำงานและไม่ทำอันตรายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

-         มีค่า Global Warming Potential, GWP = 1 และสารจะตกค้างในบรรยากาศเพียง 5 วัน

 

ตารางสารดับเพลิงชนิดต่างๆ

 

 

ตารางเปรียบเทียบ FM200 กับ NOVEC1230

-         NOAEL :  No Adverse  Effect Level for cardiac sensitisation

-         ODP  :  Ozone Depletion Potential

-         GWP : Global  Warming Potential

-       ALT  :  Atmospheric Life Time

ระบบแจ้งเหตุดับเพลิงอัตโนมัตินั้นมีความสำคัญในห้องดาต้าเซ้นเตอร์ซึ่งถ้าเกิดเพลิงไหม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุปกรณ์ภายในห้องได้โดยสาเหตุส่วนมากเกิดในเวลาที่ไม่มีผู้ดูแลอยู่หรือผู้ดูแลไม่ทราบจนทำให้เกิดความเสียหายลุกลามเกินกว่าจะสามารถควบคุมได้ดังนั้นระบบตรวจจับควันความไวสูงจึงนิยมนำเข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้น

ระบบตรวจจับควันความไวสูงมีความสำคัญมากเพราะสามารถตรวจจับเพลิงไหม้ได้ในระยะเริ่มแรกของการเกิดเหตุช่วยเพิ่มเวลาสำหรับการดำเนินการแก้ไขและลดความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

การใช้งานระบบ Access controller นั้นเป็นระบบควบคุมการปิด-เปิดประตูและการเข้า-ออกอาคารที่นำมาเพื่อช่วยในด้านของการรักษาความปลอดภัยบันทึกข้อมูลรวมถึงยังสามารถตรวจสอบเวลาและทำรายงานการใช้งานของผู้ใช้ได้โดยปัจจุบันนิยมใช้ Access controller ในด้านรักษาความปลอดภัยของห้องเซิร์ฟเวอร์ห้องดาต้าเซ็นเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

Proximity Card

เป็นชุดควบคุมการเปิด-ปิดประตูด้วยระบบบัตรออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมการเข้า-ออกและบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่มีความปลอดภัยในระดับเบื้องต้นอุปกรณ์ประกอบด้วยชุดหัวอ่านบัตรที่สามารถรองรับบัตรได้หลากหลายชนิดโดยสามารถปรับเพื่อรองรับประเภทบัตรที่ตัวชุดโปรแกรมและสามารถรวบรวมฐานข้อมูลของผู้ใช้งานได้ระดับหนึ่งในชุดของอุปกรณ์รวมถึงชุดอ่านบัตรที่มี Keypad หรือปุ่มกดทั่วไป

 

 

Finger Scan

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีของระบบควบคุมการเข้าออกได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยเทคโนโลยีการตรวจสอบลายนิ้วมือสามารถนำมาใช้งานในหลายๆด้านอาทิเช่นระบบบันทึกเวลาการเข้า-ออกการเปิด-ปิด  บันทึกเวลาการทำงานระบบรักษาความปลอดภัยการบันทึกข้อมูลของผู้ใช้ที่หลากหลายและยังสามารถร่วมใช้งาน Access Controller ที่เป็นชุดอ่านบัตรได้

Rack Electromagnetic Lock

เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจากระบบเดิมของห้องดาต้าเซ็นเตอร์ระบบ lock ตู้ Rack ได้นำมาใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อป้องกันตรวจสอบ(Real-Time) และสั่งเปิด-ปิดบันทึกข้อมูลของตู้ rack รวมถึงการแบ่งสิทธิของผู้ที่เข้ามาปฎิบัติงาน

การจัดการระบบแบบCentral management นั้นทำได้โดย software management ที่ควบคุมตัว lock ได้หลายๆตัวพร้อมกันสามารถทำ report log event, แจ้งเตือน(E-mail, SMS) ให้กับทาง Admin และผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้

ทั้งนี้ยังสามารถนำมาใช้งานร่วมกันกับระบบProximity Cardได้อีกด้วย

ไม่มีข้อมูล

Data center นั้นไม่ใช่เพียงแค่การสร้างห้อง Data center เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆในห้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หรือยืดอายุการใช้งาน แต่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถออกแบบให้ทำงานได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมในห้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และวางแผนเพื่อจะขยายในอนาคตได้อย่างแม่นยำ

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Monitoring” ที่เราสามารถรับรู้และควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นในห้อง Data center ได้อย่างทันเวลา เพื่อป้องกันอุปกรณ์ไม่ให้เกิดความเสียหาย ไม่เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ตัวไหนมีความผิดปกติ แต่เราสามารถควบคุมบริหารจัดการได้สะดวกและมีประสิทธิภาพแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในห้อง Data Center เลยก็ตาม

โดยระดับการตรวจสอบเฝ้าระวังสามารถแบ่งอออกได้เป็น 3 ระดับดังนี้

Level 1 - Environmental Monitoring System (EMS)

เป็นระบบที่ตรวจสอบอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในห้อง Datacenter ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ, Access Door control, ระบบแจ้งเตือนน้ำรั่ว (Water Leak Detector), UPS, Genarator หรืออื่นๆ โดยที่การแจ้งเตือนนั้นจะสามารถแสดงผลไปที่หน้าจอในห้องควบคุม ส่งEmail และส่ง SMS (Short Messeges) ไปยังมือถือของผู้ดูแลเมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นเกิดการผิดปกติ

Level 2 - Monitoring & Control

ไม่เพียงแต่รับรู้การแจ้งเตือนว่าอุปกรณ์เหล่านั้นทำงานไม่ปกติ (EMS) แต่เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นทำให้เราสามารถควบคุมปัญหาเหล่านั้นได้ตามที่เราตั้งค่าหรือโปรแกรมเอาไว้ (Control) ยกตัวอย่าง เช่น เวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้ระบบจะทำการสั่งปลดล็อกประตูทุกบาน สั่งปิดระบบเครื่องปรับอากาศ รวมถึงสามารถควบคุมการปิด-เปิดรางปลั๊กไฟ (PDU) ผ่านระบบเครือข่ายได้

Level 3 - Data Center Infrastructure Management (DCIM)

นอกจากการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ในห้อง  Data Center  ได้แล้ว เทคโนโลยี ล่าสุดคือ “ระบบการจัดการ” (Management) ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะ สามารถประมวลเหตุการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบต่อห้อง Data Center และช่วยวางแผนในการเพิ่มจำนวน server รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้ก่อประโยชน์สูงสุดโดยผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบและควบคุมผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต

ตารางเปรียบเทียบ

 

ระบบตรวจสอบน้ำรั่วแบบอัตโนมัติ (Water Leak Detection System)

มีความสำคัญต่อระบบห้องดาต้าเซ็นเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพราะเมื่อเกิดความเสียหายจากน้ำเนื่องจากท่อรั่วอุดตันหลังคารั่วน้ำท่วมและสาเหตุอื่นโดยเฉพาะหากเกิดน้ำรั่วซึมใต้พื้นยกจะส่งผลกระทบอย่างมาก

ระบบนี้มีความสามารถตรวจจับน้ำรั่วซึมโดยระบุตำแหน่งได้และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์อื่นเพื่อทำการบันทึกข้อมูลของเหตุการณ์พร้อมทั้งแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบได้ดังนั้นการติดตั้งระบบตรวจสอบน้ำรั่วแบบอัตโนมัติจึงมีความจำเป็นต่อผู้ดูแลห้องดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอย่างยิ่ง

 

1. แบบโครงข่ายสายสัญญาณ (Structure Cabling) เป็นแบบที่เป็นไปตามมาตรฐาน TIA-942

มีรูปแบบการเชื่อมต่อตามรูปด้านล่าง โดยเชื่อมต่อพอร์ตของอุปกรณ์เครือข่าย (Switches) และ server มายังแผงพักสายสัญญาณ (Patch Panel) และทำการเชื่อมต่อระหว่างกันผ่านแผงพักสายสัญญาณ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อใด ๆ จะทำผ่านการเชื่อมต่อระหว่างแผงพักสายสัญญาณเท่านั้น 

การติดตั้งสายสัญญาณแบบโครงข่าย (Structured Cabling) มี 3 รูปแบบ คือ

  • Dedicated Network Row  คือ รุปแบบที่แถวของชุดอุปกรณ์เครือข่ายและแผงพักกระจายสายสัญญาณสำหรับ server  (Horizontal Distribution Area, HDA) อยู่ในแถวเดียวกัน แยกออกต่างหากจากแถวของ server
  • Middle of Row  คือ รูปแบบที่ชุดอุปกรณ์เครือข่ายและแผงพักกระจายสายสัญญาณสำหรับ server  (Horizontal Distribution Area, HDA) อยู่ในตู้ rack ที่วางอยู่กลางแถวของตู้ rack ที่ใส่ server
  • End of Row  คือ รูปแบบที่ชุดอุปกรณ์เครือข่ายและแผงพักกระจายสายสัญญาณสำหรับ server (Horizontal Distribution Area, HDA)  อยู่ในตู้ rack ที่วางอยู่หัวแถวของตู้ rack ที่ใส่ server

รูปแบบการติดตั้งสายสัญญาณแบบ Structured Cabling

2. แบบ Top of  Rack คือ รูปแบบที่ติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับ Server  (Access Switch) ไว้ที่ตู้ Server โดยมีการต่อตรงจากอุปกรณ์เครือข่ายหลัก (Core Switch)ไป Access Switch และจาก Access Switch ไปยัง Server ด้วยสายเชื่อมต่อตรง (Patch Cord) ไม่ผ่านแผงพักสายสัญญาณ  (Patch Panel)

รูป แสดงแบบการเชื่อมต่อแบบ Top of Rack (TOR)

 

รูป แสดงแบบการติดตั้งสายสัญญาณแบบต่าง ๆ ภายใน Data Center

 

ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-942 แล้ว แนะนำให้ใช้รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Structured Cabling เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงานมากกว่าเมื่อมี Server เป็นจำนวนมาก แต่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายบางผลิตภัณฑ์ยังคงออกแบบให้ใช้อุปกรณ์ที่ทำงานแบบ Top of Rack อยู่ ซึ่งการเชื่อมต่อแบบ Top of Rack มีข้อดีและข้อเสีย ที่ควรพิจารณาก่อนจะทำการติดตั้ง ดังนี้

ข้อดี

  1. เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการเพิ่มตู้ Rack ทีละตู้ตามการใช้งาน
  2. เหมาะสำหรับระบบที่มีการเข้าถึง Application ระดับ Rack  และจัดการสายระดับ Rack
  3. จำนวนสาย Copper ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง Rack น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นสายเฉพาะหรือสาย Fiber Optic  

ข้อเสีย

  1. สิ้นเปลือง Switch และ Switch port เมื่อเทียบการเชื่อมต่อแบบ Structured Cabling
  2. ค่า Maintenance สูงเนื่องจากจำนวนอุปกรณ์ที่มาก
  3.  สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า มากกว่าเพราะใช้ Switch มากกว่า ในจำนวน Server ที่เท่ากัน
  4. ไม่เหมาะกับองค์ที่ผู้ดูแลอุปกรณ์เครือข่ายและผู้ดูแลอุปกรณ์ Server เป็นคนละทีมกัน
  5. อุปกรณ์เครือข่ายบางผลิตภัณฑ์ต้องใช้สายเชื่อมต่อลักษณะพิเศษ  ซึ่งมีความยาวสายที่จำกัด และไม่สามารถใช้งานร่วมกันกับอุปกรณ์ยี่ห้ออื่นได้

ในการสร้างห้อง data center ความรวดเร็วในการสร้างและติดตั้งระบบสายสัญญาณ มีความสำคัญต่อเจ้าของ data center เป็นอย่างมาก อีกทั้งการที่ระบบสายสัญญาณสามารถปรับเปลี่ยนได้เองและง่ายในอนาคต เป็นปัจจัยที่จะทำให้เจ้าของ data center ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งานได้ทันท่วงที ดังนั้นทางผู้ผลิตสายสัญญาณยี่ห้อต่าง ๆ จึงได้พัฒนาระบบสายสัญญาณแบบใหม่ที่สามารถติดตั้งได้รวดเร็ว รวมถึงปรับเปลี่ยน ขยาย ได้ง่าย โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมได้ทั้งหมด นั่นคือ Pre-terminated Solution ซึ่งเป็นระบบสายสัญญาณที่มีการกำหนดความยาวสายที่จะลากมาแต่ต้นและมีการเข้าหัวมาจากโรงงาน ทำให้ติดตั้งได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องทดสอบสายสัญญาณอีกครั้ง โดยจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

3.1 Copper Pre-terminated solution

      ทางผู้ผลิตจะให้ผู้ใช้งานสั่งความยาวสายที่แน่นอนมาจากโรงงานพร้อมเข้าหัว modular jack RJ-45 มาจากโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มของสาย 6 เส้น และนำไปติดตั้งใช้กับแผงพักสายแบบ Unloaded 

รูป แสดงส่วนประกอบของระบบสายสัญญาณทองแดงตีเกลียวแบบ Pre-Terminated 

 

รูปแสดงตัวอย่างการเชื่อมต่อใช้งานของระบบสายทองแดงตีเกลียวแบบ Pre-Terminated 

 

3.2 Fiber Optic Pre-terminated solution

      ทางผู้ผลิตจะทำเป็นสายใยแก้วนำแสงชนิด 12  core  และหัวต่อปลายทางเป็นแบบ MPO เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับแผงพักสายที่เป็นแบบ MPO ด้วยกัน ซึ่งแผงพักสายนี้สามารถเลือกให้หัวต่อที่จะใช้งานทางด้านหน้าเป็นแบบLC หรือ MPO ได้ 

มาตรฐาน ANSI/TIA-942 ได้ระบุชนิดของสายสัญญาณและหัวต่อสายสัญญาณที่แนะนำให้ใช้ภายใน Data Center ดังนี้

  • สายสัญญาณทองแดงตีเกลียว (UTP Cable) และหัวต่อสายสัญญาณทองแดงตีเกลียว (RJ-45 Modular Jack) มาตรฐาน ANSI/TIA-568C.2  ชนิด Category 6A
  • สายสัญญาณใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable) มาตรฐาน ANSI/TIA-568C.3  แบบ Multimode ชนิด OM4 และ แบบ Single Mode
  • หัวต่อสายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Connector) สำหรับ Link ที่ใช้ Core ของสายใยแก้วนำแสงในการสื่อสารจำนวนไม่เกิน 2 Core ต้องใช้หัวต่อชนิด LC และ ถ้ามากกว่า 2 Core ต้องเป็นหัวต่อ ชนิด MPO (Multi-fiber Push On) 

ในปัจจุบัน การติดตั้งสายสัญญาณแบบ Structured Cabling ภายใน Data Center มีเพิ่มมากขึ้น และสายที่เชื่อมต่อระหว่างตู้ Rack มีจำนวนมาก ทำให้ต้องการการจัดการที่สะดวกรวดเร็ว และรางไม่ใช่มีหน้าที่เพียงแต่เก็บสายสัญญาณเท่านั้น แต่ยังต้องมีความสวยงามและสามารถเพิ่มเติมแก้ไขและจัดการได้ง่ายในอนาคต ซึ่งรางแบบตะแกรง (Cable Basket) สามารถใช้ใน Data Center ได้เป็นอย่างดีสำหรับระบบสายทองแดงตีเกลียว ส่วน Fiber Runner เป็นรางเก็บสายใยแก้วนำแสงที่ออกแบบมาให้เหมาะกับสายใยแก้วนำแสงโดยเฉพาะที่สามารถเพิ่มเติมความยาว จุดต่อ จุดลงของสายได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งช่วยควบคุมการโค้งงอของสายใยแก้วนำแสงให้อยู่ในค่าที่มาตรฐานกำหนดได้เป็นอย่างดี 

รูปCable Basket 

Request a quote in seconds complete the form below to get your free quote

*