Our Solutions

จุดเด่นของ Commercial PC and Notebook นอกจากสวยและวัสดุที่แข็งแรง ยังมี Data Security system หรือ ระบบความปลอดภัยของข้อมูลและการใช้งานของเครื่องสามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ของเครื่องได้มากกว่าพีซีทั่วไป รวมถึงการบริการหลังการขายที่สนับสนุนการทำงานให้กับทางลูกค้าประเภทองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

 

  

คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม หรือคอมพิวเตอร์เกรดอุตสาหกรรม คือ คอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ฝุ่นละอองหนาแน่น ระบายความร้อนได้ดีและทนความร้อนได้สูงโดยไม่ต้องใช้พัดลม ช่วยทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับงานอุตสาหกรรมทุกประเภท (รายละเอียดเพิ่มเติม ทำเป็นลิ้งค์เพื่อ Download เอกสาร PDF)

หากท่านมองจากภายนอกจะเห็นว่าลักษณะของตัวเครื่อง (Chassis) ไม่เป็นที่คุ้นตาเพราะออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่มีจุดประสงค์ต่างกัน ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำไปใช้ในสภาวะแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม หรือใช้งานภาคสนาม (Outdoor) ที่มีสภาวะแวดล้อมพิเศษ เช่น อุณหภูมิสูง มีฝุ่นละออง มีค่าความชื้นสัมพัทธ์สูง มีการสั่นสะเทือน หรือระดับกระแสไฟฟ้าไม่คงที่ สามารถทำงานต่อเนื่องได้ดีโดยไม่ต้องปิดเครื่องพัก มีอะไหล่สำรองในระยะยาว 5-8 ปี เหล่านี้เป็นสิ่งที่ Office PC ไม่มี จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรม เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสภาวะแวดล้อมพิเศษแบบนี้

คุณลักษณะที่แตกต่างระหว่าง Industrial PC และ Office PC มีดังต่อไปนี้

  1. อุณหภูมิ: คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมสามารถทำงานที่อุณหภูมิมากกว่า 45องศาเซลเซียส ในขณะที่เครื่อง Office PC ควรจะทำงานที่อุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส
  2. ฝุ่นละออง: พัดลมระบายความร้อนเป็นตัวที่นำพาฝุ่นละอองจากข้างนอกเข้าสู่ตัวเครื่อง โดยปกติจะมีการติดตั้งตัวกรองดักฝุ่นก่อน ทำให้การถ่ายเทของอากาศสะอาดภายในตัวเครื่องสม่ำเสมอ ในขณะที่ Office PC จะไม่มีการติดตั้งตัวกรองดักฝุ่น
  3. การสั่นสะเทือน: Hard Drive สามารถติดตั้งบนโช๊คอัพยางเพื่อลดการสั่นสะเทือน โดยมีอุปกรณ์พิเศษให้มาโดยเฉพาะ
  4. ความชื้น: สภาพแวดล้อมของเครื่องจักรกล (เครื่องบด, เครื่องกลึง, เครื่องจักร CNC ) มักจะให้ผลกระทบจากสารปนเปื้อนของเหลว ละอองน้ำ ไอน้ำ สารหล่อเย็น ทำให้ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงดังนั้น Office PC ไม่อาจทำงานได้
  5. แหล่งจ่ายไฟ: ในโรงงานจะพบว่าอันตรายจากกระแสไฟฟ้าประเภท Spikes, Surge, Transients และสัญญาณรบกวนจากแหล่งพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับมีโอกาสเกิดขึ้นตลอด ดังนั้นแหล่งจ่ายจะต้องมีคุณสมบัติในการสามารถควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้าเสถียรภาพคงที่ตลอดเวลา
  6. EMI: ความสามารถป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า โดยมีการออกแบบตามมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้รับความเสียหาย ยังคงทำงานได้ตามปกติต่อเนื่อง
  7. IP (Ingress Protection) : ดัชนีแสดงความสามารถการป้องกันสิ่งแปลกปลอม ที่จะเข้าไปในอุปกรณ์นั้นๆได้ แบ่งเป็น ของแข็งและของเหลว ตัวเลขที่กำกับอยู่ด้านหลัง IP ตัวแรกจะบอกถึงระดับความสามารถที่จะป้องกันของแข็ง ส่วนตัวที่สองจะบอกถึงระดับความสามารถป้องกันของเหลว
  8. Expandability : คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมสามารถขยาย Slot ได้สะดวกกว่า Office PC ทำให้สามารถรองรับ Interface Card ได้หลากหลาย
  9. 24x7: คือความสามารถในการทำงานต่อเนื่องโดยไม่ต้องปิดเครื่อง หรือทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเป็นระยะเวลานานตลอดสัปดาห์
  10. Long term support : คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมแต่ละรุ่นที่ผลิตออกจำหน่ายส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งาน 5 ถึง 10 ปี รวมถึงมีอะไหล่สำรองสามารถหาได้จากตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก
  11. Less downtime: คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมออกแบบให้เข้าถึงได้ง่ายในการให้บริการบำรุงรักษา เพียงใช้เครื่องมือพื้นฐานก็สามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้ ลดระยะเวลาที่เครื่องจักรต้องหยุดทำงานลง

ประเภทของคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมนั้น มีให้เลือกตามลักษณะการติดตั้งใช้งานหลายแบบเช่น Panel PC ,Desktop , Wallmount หรือ 4U Rackmount

สามารถใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. เก็บข้อมูลสำหรับการวัด การนับ การควบคุมกระบวนการทางสถิติและการควบคุมเครื่องจักรอัตโนมัติ
  2. ติดตั้งเป็นเครื่องเดียว (Stand-alone) หรือการเก็บควบคุมเป็นกลุ่ม (Network controller)
  3. อุปกรณ์ควบคุมการลำเลียง การควบคุมการเคลื่อนไหว (Motion control)
  4. กระบวนการผลิต เครื่องจักรผลิตสินค้า
  5. ระบบอัตโนมัติงานในโรงงานทั่วไป

axiomtek panasonict advantech

workstation (เวิร์กสเตชัน) เป็นคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้ส่วนบุคคล แต่เร็วและมีความสามารถมากกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีแนวโน้มการใช้สำหรับธุรกิจและวิชาชีพ เวิร์กสเตชัน และการประยุกต์ออกแบบ สำหรับการใช้โดยบริษัทขนาดเล็กด้านวิศวกรรม, สถาปัตยกรรม, การออกแบบกราฟฟิก หรือส่วนบุคคลที่ต้องการไมโครโพรเซสเซอร์ที่เร็วกว่า มีขนาด RAM มาก และส่วนพิเศษอื่น ๆ เช่น graphics adapter ความเร็วสูง, ที่มาของการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้น พร้อมกับระบบปฏิบัติการ UNIX และผู้ผลิตเครื่องเวิร์กสเตชันชั้นนำ ได้แก่ Sun Microsystems, Hewlett-Packard, DEC และ IBM

ในแง่ของลักษณะการใช้งาน  รวมไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยในส่วนของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ใช้และซอฟต์แวร์ก็รองรับแตกต่างกัน โดยสรุปคือคอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานหรือ WorkStation Computer นั้นล้วนใช้วัสดุเกรด Enterprise ที่ทนทานกว่า ส่งผลให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าคอมพิวเตอร์ PC ในแง่การใช้งานแทบจะไร้ Error ใช้งานได้อย่างไร้ปัญหา สามารถใช้งานแบบ 24 ชั่วโมงได้อย่างสบาย มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูง โดยส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์ WorkStation จะเลือกใช้ Intel Xeon ที่มี Core ประมวลผลมากกว่า CPU ชนิดอื่นๆ ส่งผลให้ทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า รวมไปถึงการเลือกใช้แรม ECC (Error Correction Code) ที่ไม่ส่งผลให้เครื่องเกิดหน่วงหรือค้างเมื่อทำงานไปนานๆ ด้านหน่วยจัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่จะเลือกใช้ฮาร์ดดิสก์ชนิด SCSI / SAS รองรับการทำงานร่วมกับระบบ RAID ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังรองรับการใช้งานแบบ Hot swap ถอดเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องปิดเครื่อง หรือจะเป็น Power Supply เกรดพรีเมี่ยมที่เน้นความเสถียรในการจ่ายไฟ และเน้นการประหยัดไฟ ซึ่งบางรุ่นจะมี Power Supply 2 ตัว (Redundant) ซึ่งหากตัวใดตัวหนึ่งเสียอีกตัวหนึ่งก็ยังสามารถทำงานได้ สามารถเปลี่ยน Power Supply ตัวใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องปิดคเรื่อง สุดท้ายเป็นการ์ดจอหรือกราฟิกการ์ดเกรด Enterprise อย่าง NVIDIA Quadro และ AMD FirePro ที่ทนทานและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าการ์ดจอเล่นเกม อีกทั้งยังรองรับการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์เฉพาะด้านสายงานอาชีพของคุณทั้งในเรื่องความเสถรียรและการดึงประสิทธิภาพของการ์ดจอออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด เรียกได้ว่า WorkStation Computer ตรงจุดและตอบโจทย์ได้ดีกว่าสำหรับคนทำงานโดยเฉพาะ อีกทั้งมีความยืดหยุ่น สามารถนำไปปรับใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

 

  

เป็นคอมพิวเตอร์ต่อพ่วง ที่สามารถนำมาขยายการใช้งานคอมพิวเตอร์ ที่มีอยู่แล้วเพื่อทำให้ใช้งานเพิ่มขึ้นได้หลายคนพร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน โดย คอมพิวเตอร์ต่อพ่วงนี้ ได้ลดชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในที่ไม่มีความจำเป็นออกไป จึงทำให้ ประหยัดไฟ ดูแลรักษาง่าย มีราคาถูก และความคงทนสูงสามารถใช้งานได้ดี เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป 

ประโยชน์ของ Thin Client / Zero Client 

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย ในการจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุง อุปกรณ์ที่เสีย อัพเกรดคอมพิวเตอร์ ภายในองค์กร
  2. ประหยัดเวลา และ ทรัพยากรบุคคล ด้าน IT ที่มาดูแล บำรุงรักษาระบบ 
  3. ควบคุมดูแลได้ง่ายจากส่วนกลาง สามารถควบคุมการใช้งานคอมพิวเตอร์ ของ พนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พนักงานไม่สามารถนำโปรแกรม ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ การทำงาน มาติดตั้งตามอำเภอใจได้ เพราะระบบ Thin Client Network การติดตั้งโปรแกรมต่าง ๆ จะติดตั้งได้ที่เครื่อง Host หรือ Server เท่านั้น และ ยังมีการ กำหนดสิทธิให้ใช้หรือไม่ให้ใช้โปรแกรมที่กำหนดได้นอกจากนี้ Thin Client หลายรุ่น มีโปรแกรมที่ผู้บริหารสามารถเฝ้าดูการทำงานของพนักงานได้ด้วย 
  4. ช่วยแก้ปัญหา ซื้ออุปกรณ์ทดแทนไม่ได้ เมื่อถึงคราวที่คอมพิวเตอร์เสีย เนื่องจากเป็นเครื่องรุ่นเก่า ที่ซื้อมานาน หาอะไหล่ในท้องตลาดไม่ได้ การใช้ Thin Client ช่วยลดปัญหายุ่งยากเหล่านี้ 
  5. ประหยัดค่าซอฟต์แวร์ และ เวลาในการติดตั้ง ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ทุกๆเครื่องอีกต่อไป ในระบบ Thin Client Network เครื่องลูกข่าย Thin Client ทุกเครื่อง สามารถเชื่อมต่อเข้าไปใช้งานโปรแกรม และ ทรัพยากรต่างๆ ที่เครื่องแม่ข่าย(Host หรือ Server) ได้ร่วมกัน คอมพิวเตอร์แม่ข่าย 1 เครื่อง สามารถนำ เครื่อง Thin Client มาต่อพ่วงได้ตั้งแต่ 2-30 เครื่อง หรือมากกว่านั้น จึงประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย และ เวลาในการติดตั้งได้อย่างมาก 
  6. ประหยัดพื้นที่ใช้สอย Thin Client เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก หลายรุ่นสามารถติดตั้งได้หลังจอ แอลซีดี จึงประหยัดพื้นที่ใช้สอย และ เพิ่มภาพลักษณ์ให้กับองค์กร 
  7. ช่วยลดภาระค่ากระแสไฟฟ้า Thin Client ใช้กระแสไฟฟ้าประมาณ 5W เท่านั้น ซึ่งนับว่า น้อยมากเมื่อเทียบกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้ามากถึง 350-450W

 

  

Barcode Scanner หรือ เครื่องอ่านบาร์โค้ด คือ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านข้อมูลที่อยู่ในแท่งบาร์โค้ด แล้วแปลงให้เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าใจได้โดยคอมพิวเตอร์

การทำงานของเครื่องอ่านบาร์โค้ด

  1. หา Elements ที่ถูกต้องของ Bar และ Space
  2. กำหนดส่วนกว้างของแต่ละ Bar และ Space
  3. จัดกลุ่มของบาร์โค้ดที่อ่านเข้ามา
  4. นำ Element Widths เปรียบเทียบกับรูปแบบตารางบาร์โค้ด
  5. ตรวจสอบ Start/Stop Characters เวลาที่มีการอ่านกลับทิศทาง
  6. ยืนยัน Quiet Zone ทั้งสองข้างของบาร์โค้ด
  7. ยืนยันความถูกต้องของ Check Characters

หลักการทำงานของเครื่องอ่านบาร์โค้ด

  1. เครื่องอ่าน (Reader) ฉายแสงลงบนแท่งบาร์โค้ด
  2. รับแสงที่สะท้อนกลับมาจากตัวบาร์โค้ด
  3. เปลี่ยนปริมาณแสงที่สะท้อนกลับมาให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า
  4. เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้งานได้

เครื่องอ่านบาร์โค้ด จำแนกออกได้ 2 กลุ่มใหญ่

คือ แบบสัมผัส และ เครื่องอ่านบาร์โค้ด ไม่สัมผัส และยังสามารถแยกประเภทตามลักษณะการเคลื่อนย้ายได้ โดยแบ่งกลุ่มเป็นเครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable) และ เครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบยึดติดกับที่ (Fixed Positioning Scanners)

เครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบเคลื่อนย้ายได้  (Portable)

เครื่องอ่านบาร์โค้ด ประเภทนี้

ส่วนมากจะมีหน่วยความจำในตัวเอง เพื่อเก็บข้อมูลที่อ่านหรือบันทึกด้วยปุ่มกดสามารถนำอุปกรณ์ไปใช้ได้ง่ายโดยสามารถพกพาได้ การอ่านรหัสแต่ละครั้งจะนำเอาเครื่องอ่านเข้าไปยังตำแหน่งที่สินค้าอยู่ ส่วนมากเครื่องอ่านลักษณะนี้จะมีน้ำหนักเบา ส่วนแบบที่ไม่มีหน่วยความจำในตัวเองจะทำงานแบบไร้สายเหมือนโทรศัพท์ไร้สายที่ใช้ภายในบ้านซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง 

เครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบยึดติดกับที่  (Fixed Positioning Scanners) เครื่องอ่านบาร์โค้ด ประเภทนี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ส่วนมากจะติดตั้งกับด้านข้าง หรือตำแหน่งใดๆ ที่เหมาะสมในแนวทางวิ่งของสายพานลำเลียง เพื่ออ่านรหัสที่ติดกับบรรจุภัณฑ์และเคลื่อนที่ผ่านไปตามระบบสายพานลำเลียง บางครั้งเครื่องอ่านประเภทนี้จะติดตั้งภายในอุปกรณ์ของระบบสายพานลำเลียงเพื่อให้สามารถอ่านได้โดยอัตโนมัติ  อีกรูปแบบที่เราเห็นกันมาก จะฝังอยู่ที่โต๊ะแคชเชียร์ ตามห้างสรรพสินค้า โดยแคชเชียร์จะนำสินค้าด้านที่มีบาร์โค้ดมาจ่อหนาเครื่องอ่านที่ถูกฝังไว้กับโต๊ะ หรือตั้งไว้ด้านข้าง เครื่องอ่านจะทำการอ่านบาร์โค้ดโดยอัตโนมัติ เมื่อมีวัตถุเคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้าตัวเครื่อง

 

   

เป็นอุปกรณ์ที่ต้องต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์สำหรับการพิมพ์สติ๊กเกอร์บาร์โค้ด (Sticker barcode) ป้ายชื่อหรือแท็กที่สามารถใช้ติดกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสินค้าต่างๆ สินค้าอุปโภค สินค้าบริโภค เครื่องพิมพ์บาร์โค้ดที่ใช้ทั่วไปจะพิมพ์กับสติ๊กเกอร์บาร์โค้ด หรือป้ายสติ๊กเกอร์ (แท็ก) หรือ พิมพ์ที่กล่องก่อนที่ทำการจัดส่งสินค้า เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้น ส่วนใหญ่สำหรับเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดในการพิมพ์ จะแบ่งเป็น 2 ระบบ มีทั้งระบบ Thermal Transfer และ ระบบ Direct Thermal

ระบบ Thermal Transfer ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้ริบบอนบาร์โค้ดในการพิมพ์ คนส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า ริบบอนคืออะไร ริบบอน คือ หมึกที่เอาไว้ใช้ในการพิมพ์บาร์โค้ดโดยจะผ่านระบบความร้อนของหัวพิมพ์ ซึ่งมีความละเอียดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความละเอียดของเครื่องพิมพ์บาร์โค้ด ริบบอน มีความทนทานแตกต่างกันไป แบ่งเป็น 3 ประเภท ribbon wax ไม่ค่อยทนทานต่อแรงขูดขีด, ribbon wax resin มีความคงทน ทนรอยขูดขีดได้, ribbon resin หรือ super resin ไม่สามารถขูดออกได้เลย มีความคงทนสูงมาก

ระบบ Direct Thermal ระบใช้ความร้อนโดยไม่ต้องใช้ ริบบอนในการพิมพ์งานแต่ใช้ความร้อนของหัวพิมพ์ พิมพ์ไปที่สติ๊กเกอร์โดยตรง แต่สติ๊กเกอร์ที่ต้องใช้นั้น จะต้องเป็นสติ๊กเกอร์เนื้อ Direct Thermal สติ๊กเกอร์ชนิดนี้จะมีสารเคมีเคลือบไว้ทำให้สามารถพิมพ์โดยไม่ต้องใช้ริบบอน

 

 

Mobile Computer หรือ Handheld Computer เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือถือ ใช้สำหรับพกพาสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน โดยสามารถป้อนข้อมูลลงเครื่องผ่านคีย์บอร์ดขนาดเล็ก ซึ่งมีระบบปฏิบัติการ Windows CE และ Windows Mobile เป็นระบบปฎิบัติการในการใช้งาน โดยสามารถไปประยุกต์ใช้ในงานระบบตรวจนับสินค้าคงคลัง ระบบขายสินค้า และระบบบันทึกการทำงาน รวมถึงมีความสามารถในการเพิ่มเติมแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ใช้งานด้านอื่นๆได้ เช่น กลุ่มธุรกิจการกระจายสินค้า ธุรกิจการผลิต ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 

 

  

เครื่องพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงที่จะผลิตข้อความและ/หรือกราฟิกของเอกสารที่เก็บไว้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ออกมาในสื่อทางกายภาพเช่นกระดาษหรือแผ่นใส

เครื่องพิมพ์ส่วนมากเป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป และเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิลเครื่องพิมพ์หรือในเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่จะเป็นสาย USB เครื่องพิมพ์บางชนิดที่เรียกกันว่าเครื่องพิมพ์เครือข่าย (Network Printer) อินเตอร์เฟซที่ใช้มักจะเป็น  Lan ไร้สายและ/หรือ Internet

แบ่งประเภทได้ดังนี้

เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser printer หรือ Toner-based printers) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือยิงเลเซอร์ไปสร้างภาพบนกระดาษในการสร้างรูปภาพ หรือตัวอักษร ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีคุณภาพสูงมาก ยุคแรกเริ่มเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ มีราคาสูงมาก แต่ปัจจุบันมีการแข่งขันของผู้ผลิตค่อนข้างสูง จึงทำให้หาซื้อได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะทำงานได้เร็วกว่าเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก และคุณภาพของผลลัพธ์ทั้งด้านความคมชัดและรายละเอียดทำออกมาได้ดีกว่าแบบพ่นหมึกมากๆ

เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก หรือ เครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต (Inkjet Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ทำงานโดยการพ่นหมึกออกมาเป็นหยดเล็กๆ ลงบนกระดาษ เมื่อต้องการพิมพ์รูปทรงหรือรูปภาพใดๆ เครื่องพิมพ์จะทำการพ่นหมึกออกตามแต่ละจุดในตำแหน่งที่เครื่องประมวลผลไว้อย่างแม่นยำ ตามความต้องการของเรา ซึ่งเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกจะมีคุณภาพดีกว่าเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ โดยรูปที่มีความซับซ้อนมาก ๆ เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ชัดเจนและคมชัดกว่าแบบดอตแมทริกซ์

เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot-matrix printer) การทำงานของเครื่องพิมพ์ประเภทนี้คือจะใช้การสร้างจุดลงบนกระดาษ ซึ่งหัวพิมพ์จะมีลักษณะเป็นหัวเข็ม เมื่อต้องการพิมพ์รูปทรงหรือรูปภาพใดๆ หัวเข็มที่อยู่ในตำแหน่งตามรูปประกอบนั้นๆ จะยื่นออกมามากกว่าหัวอื่นๆ และกระแทกกับผ้าหมึกลงกระดาษที่ใช้พิมพ์ จะทำให้เกิดจุดมากมายประกอบกันเป็นรูปเกิดขึ้นมา เครื่องพิมพ์ประเภทนี้เป็นที่นิยมกันอย่างมากเพราะมีราคาถูกและคุณภาพเหมาะสมกับราคา แต่ข้อเสียคือเวลาสั่งพิมพ์จะเกิดเสียดังพอสมควร มีแต่การพิมพ์แบบขาว-ดำเท่านั้น และต้องใช้กระดาษเฉพาะสำหรับเครื่องพิมพ์แบบนี้เท่านั้น โดยตัวกระดาษจะมี3ชั้น ชั้นแรกเป็นหน้าที่จะพิมพ์ปกติ ชั้นที่2เป็นไส้ในที่เป็นกระดาษคาร์บอนสีดำ และชั้นสุดท้ายเป็นกระดาษปกติสำหรับใช้สำหรับสำเนาสิ่งที่พิมพ์ ซึ่งสำเนาจากการพิมพ์ด้วยกระดาษแบบนี่เรียกว่า สำเนาคาร์บอน ด้านข้างกระดาษจะมีรูเป็นแถวตามยาวไว้สำหรับล็อกเข้ากับเขี้ยวของเฟืองที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการป้อนกระดาษเข้าตัวเครื่องพิมพ์ประเภทนี้

พล็อตเตอร์ (Plotter) เป็นเครื่องพิมพ์แบบที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลลงบนกระดาษ ซึ่งเครื่องพิมพ์ประเภทนี้เหมาะกับงานเขียนแบบของวิศวกรและสถาปนิก และเครื่องพิมพ์ประเภทนี้มีราคาแพงที่สุดในเครื่องพิมพ์ประเภทต่าง ๆ

เครื่องพิมพ์แบบที่สามารถพิมพ์สีได้ไม่ว่าจะแบบเลเซอร์หรือหมึกพ่น ตลับหมึกที่ใช้ในขั้นพื้นฐาน โดยมากจะมีทั้งหมดสี่ตลับ แต่ละตลับก็ต่างสีกัน โดยสีที่มีคือ ดำ เหลือง ฟ้า (cyan) สีม่วงแดงเข้ม (magenta) ตัวเครื่องก็จะทำการประมวลผลในการผสมสีให้ได้สีออกมาตามภาพหรือเอกสารแบบสีที่ถูกผู้ใช้งานสั่งให้พิมพ์ออกมา

ปัจจุบันเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์และหมึกพ่นถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องพิมพ์ในลักษณะ Multi-function ที่สามารถเป็นเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องสแกนเอกสารได้ในตัว บางรุ่นสามารถเป็นเครื่องโทรสารได้อีกด้วย มีใช้กันอย่างแพร่หลายตามบ้านและสำนักงาน

 

  

โปรเจคเตอร์ (Projector) คืออุปกรณ์ฉายภาพที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ โดยสามารถรองรับสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์, เครื่องเล่นวีซีดี, เครื่องเล่นดีวีดี, และเครื่องกำเนิดภาพอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันนี้โปรเจคเตอร์เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในหน่วยงานราชการ, สถานศึกษา, สำนักงานหรือบริษัทเอกชนรวมไปถึงการใช้งานเพื่อการตอบสนองความต้องการในด้าน Home Entertainment โดยใช้เชื่อมต่อเป็น Home Theater เพื่อเพิ่มเติมอรรถรสสำหรับความบันเทิงในบ้าน เป็นเครื่องฉายภาพขนาดใหญ่ที่สามารถนำภาพหรือข้อมูลต่างๆ แสดงให้คนดูได้หลายคน

โปรเจคเตอร์มีความสามารถในการขยายสิ่งที่จะแสดงเนื้อหา ตาราง รูปภาพให้ใหญ่และเห็นได้ชัดขึ้น เมื่อมีการประชุมหรือแสดงตาราง กราฟต่างๆ เวลามีการประชุมหรือ Present งาน โปรเจคเตอร์จะทำให้คนในสำนักงานให้ความสนใจ ตั้งใจและมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่สำนักงานจะนำเสนอมากขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และโปรเจคเตอร์สามารถใช้งานได้ง่ายไม่ค่อยยุ่งยากและซับซ้อน 

ปัจจุบันมี 2 ชนิด คือ

  • แบบ LCD (Liquid Crystal Display) เหมาะที่จะใช้งานเช่น Home Entertainment หรือห้องประชุมที่มีผู้ร่วมประชุมไม่มากนัก และการ Present ด้วยภาพ มีสีที่สด สว่าง น่าชม ให้สีที่เป็นธรรมชาติมากกว่า มีความคมชัดและแม่นยำ ที่ค่า lumen เท่ากัน LCD จะสว่างกว่า DLP
  • แบบ DLP (Digital Light Processing) เหมาะสำหรับการใช้กับห้องที่มีพื้นที่มาก และข้อมูลที่เป็นแบบตัวเลขหรือตาราง มีค่า Contrast สูง ช่องว่างระหว่างพิกเซลน้อยแต่ละพิกเซลเรียงตัวได้ชิดกันมาก มีน้ำหนักเบา อายุการใช้งานยาว

 

   

ย่อมาจากคำว่า "Uninterruptible Power Supply" หรือ "เครื่องสำรองไฟฟ้า" ถ้าแปลตรงตัวหมายถึง แหล่งจ่ายพลังงานต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่า UPS ก็คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่สามารถทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในเวลาที่เกิดไฟดับหรือเกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าผันผวนผิดปกติ โดย UPS จะทำการปรับระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

UPS มีหน้าที่หลัก คือ ป้องกันความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อ) อันมีสาเหตุจากความผิดปกติของพลังงานไฟฟ้า เช่น ไฟตก, ไฟดับ, ไฟกระชาก และไฟเกิน เป็นต้น รวมถึงมีหน้าที่ในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า

หลักการทำงานของ UPS ประกอบไปด้วย

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อ UPS รับพลังงานไฟฟ้าเข้ามา ไม่ว่าคุณภาพไฟฟ้าจะเป็นอย่างไรก็จะสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เป็นปกติ รวมถึงทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งหลักการของ UPS ก็คือใช้วิธีการแปลงไฟฟ้าจากกระแสสลับ (AC) เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แล้วเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่ส่วนหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า (เช่น ไฟดับ หรือ หรือคุณภาพไฟฟ้าผิดปกติ เป็นต้น) อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าที่รับมาได้ UPS ก็จะเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แล้วจึงจะจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าตามปกติ

 

 

 

เป็นโปรแกรมการจัดซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลางที่ต้องการใช้ลิขสิทธิ์ไมโครซอฟท์ตั้งแต่ 5 ชุดขึ้นไปในการสั่งซื้อครั้งแรก โดยโปรแกรม Open License นี้จะทำให้ท่านได้รับสิทธิประโยชน์ และความคุ้มค่า สามารถสั่งซื้อได้กับตัวแทนจำหน่ายไมโครซอฟท์ทั่วไป

รวมถึงความสะดวกและง่ายต่อการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ในองค์กร โดยสามารถตรวจสอบรายการลิขสิทธิ์ได้ทางเว็ปไซต์ เป็นการลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการเก็บเอกสาร และชุดผลิตภัณฑ์ และลูกค้าสามารถจัดซื้อลิขสิทธิ์ไมโครซอฟท์เพิ่มเติมโดยไม่จำกัดจำนวน ตลอดช่วงเวลา 2 ปี

นอกจากนี้ Open License ยังมีราคาพิเศษสำหรับสถาบันการศึกษา องค์กรการกุศล และหน่วยงานภาครัฐ

ประเภทของ Open License

Open License แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ Open Business, Open Volume และ Open Value ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ดังนี้

Open Business

เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการซื้อสิทธิการใช้ซอฟต์แวร์อย่างน้อย 5 ไลเซ็นส์ หรือสิทธิการใช้เซิร์ฟเวอร์ (ต่อโปรเซสเซอร์) 1 ไลเซ็นส์ โดยจะได้รับส่วนลดในการซื้อปริมาณมาก ตั้งแต่ 3 – 27 % โดยประมาณ, จัดการสิทธิได้ง่าย และสามารถซื้อสิทธิเพิ่มเติมได้ภายใต้สัญญาเดิมเมื่อต้องการตลอดระยะ 2 ปีของอายุสัญญา จึงรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ดี

Open Volume

เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการสิทธิการใช้ปริมาณมากๆ เนื่องจากจะสามารถประหยัดเงินได้มากขึ้นกว่าโปรแกรม Open Business โดยไมโครซอฟท์ได้กำหนดผลิตภัณฑ์ออกเป็นกลุ่ม (แอพพลิเคชั่น, ซอฟต์แวร์ระบบ และเซิร์ฟเวอร์) พร้อมกับกำหนดคะแนนให้กับแต่ละผลิตภัณฑ์ ลูกค้าจะสามารถเลือกซื้อสิทธิการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านโปรแกรม Open Volume ได้ เมื่อรวมคะแนนผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกันได้มากกว่า 500 คะแนนในการสั่งซื้อครั้งแรก โดยไมโครซอฟท์จะใช้คะแนนในการกำหนดระดับราคาที่ผู้ซื้อจะได้รับด้วย ทั้งนี้สัญญาจะมีอายุ 2 ปีเช่นเดียวกับโปรแกรม Open Business

Open Value

เป็นโปรแกรมจำหน่ายสิทธิการใช้ซอฟต์แวร์ที่คุ้มค่าที่สุด สำหรับองค์กรที่ต้องการซื้อสิทธิการใช้พร้อมด้วย Software Assurance อย่างน้อย 5 ไลเซ็นส์ มีรูปแบบการซื้อที่ยืดหยุ่นและสะดวก ไม่ยุ่งยาก ให้ทางเลือกในการแบ่ง ชำระหรือเช่าใช้ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟท์ในระยะเวลา 3 ปีของสัญญา พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์จาก Software Assurance (SA) ซึ่งทำให้การจัดการอัพเกรดได้ง่ายขึ้นและบริหารค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ได้ดีขึ้น

FPP / Japanese Version

FPP ย่อมาจาก Full Package Product โดยทุกครั้งที่ซื้อ License แบบนี้ทาง Micorsoft จะออกใบรับรองสินค้าของแท้ หรือ COA (Certificate of Authenticity) เป็นลิขสิทธิ์สำหรับการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการหรือ OS ของเครื่องเก่านั่นเอง แต่สามารถนำไปใช้ได้กับการซื้อเครื่องใหม่ด้วย แต่ในความเป็นจริง ซื้อคอมฯ เครื่องใหม่ก็ซื้อแบบติดตั้งมาเลย (OEM) ย่อมดีกว่าแน่นอน

กรณีการติดตั้งมีปัญหา หรือต้องการเปลี่ยนเครื่องในการใช้งาน สามารถใช้สิทธิ์ในการย้ายจากเครื่องคอมฯ หนึ่งไปยังอีกเครื่อง หนึ่งได้ด้วย และเพราะ License แบบ FPP จะมาพร้อมกล่องในการติดตั้งโปรแกรมด้วย

OEM / Japanese Version

เป็นสิทธิการใช้ซึ่งจำหน่ายให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบคอมพิวเตอร์ สำหรับการติดตั้งไปพร้อมกับการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ ลูกค้าไม่สามารถขอซื้อสิทธิการใช้งานแบบ OEM แยกต่างหากได้

สิทธิการใช้งานประเภทติดตั้งมาจากโรงงาน (OEM)

  • ซอฟต์แวร์แบบ OEM จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง PC หรือเซิร์ฟเวอร์ที่จำหน่ายเท่านั้น
  • ไม่สามารถย้ายซอฟต์แวร์ OEM จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่นได้ แม้จะไม่มีการใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดิมแล้วก็ตาม แต่สิทธิในการใช้ของซอฟต์แวร์แบบ OEM อาจถูกกำหนดใหม่ หากมีการซื้อ Software Assurance เพิ่มเติมภายใน 90 วันหลังจากการซื้อสิทธิแบบ OEM
  • ซอฟต์แวร์ถูกจำกัดการใช้ด้วย Product ID Key หรือผ่านการเปิดใช้ทางเว็บหรือทางโทรศัพท์ (โดยปกติจะถูกเปิดใช้งานล่วงหน้าโดยผู้จัดทำระบบ)
  • สิทธิแบบ OEM อาจมี Software Assurance ที่ซื้อภายใต้โปรแกรม Volume Licensing

สิทธิการใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Desktop แบบเต็มจะจำหน่ายในรูปแบบ FPP หรือ OEM เท่านั้น โดยแบบ OEM จะมีราคาถูกกว่ามาก ส่วนโปรแกรม Volume License จะมีเฉพาะการอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Windows Desktop เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ต้องมีสิทธิแบบ OEM หรือ FPP ของ Windows อยู่ก่อนแล้ว จึงจะสามารถอัพเกรดได้

microsoft

AutoCAD เป็นซอฟต์แวร์ช่วยออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Aided Drafting/Design , CAD) ที่สามารถรองรับการทำงานทั้งใน 2 มิติ และ 3 มิติ บริษัทผู้พัฒนาคือ Autodesk แม้ในตลาดซอฟต์แวร์จะมีโปรแกรมประเภท CAD หลายโปรแกรม แต่ในงานออกแบบด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และอุตสาหกรรมต่างๆ ของหน่วยงาน องค์กรทั้งของรัฐบาลและเอกชนทั่วโลกส่วนใหญ่จะนิยมใช้ AutoCAD เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์ที่มีขีดความสามารถสูงในการสร้างแบบจำลองสามมิติ นักออกแบบสามารถควบคุมการวาด เปลี่ยนมุมมองได้ในทุกทิศทางรอบแบบ กำหนดคุณสมบัติของภาพวาดได้ตามต้องการ ด้วยคำสั่งและเครื่องมือช่วยที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ทำให้ AutoCAD เป็นตัวเลือกที่ดีในงานที่มีความละเอียดและต้องการความแม่นยำสูง นอกจากนี้ AutoCAD ยังมีชุดคำสั่งสำหรับสร้างให้แบบจำลองมีแสง เงา สีสันที่ดูเสมือนจริงได้อีกด้วย นับตั้งแต่เปิดตัว AutoCAD ได้มีเวอร์ชันต่างๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับถึงเวอร์ชันล่าสุด (AutoCAD 2010) เป็นรุ่นที่ 25 แต่ละเวอร์ชันมีจุดเด่นเฉพาะ ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเว็บไซต์ของเรา จะแนะนำให้รู้จักคำสั่งต่างๆ และวิธีการใช้อย่างละเอียดของ AutoCAD R14 ซึ่งแม้จะเป็นเวอร์ชันเก่า แต่ก็มีขีดความสามารถในการออกแบบทั้งสองมิติและสามมิติที่ดีพอสมควร และคำสั่งที่มีใช้ใน AutoCAD R14 จะมีอยู่เกือบทั้งหมดใน AutoCAD รุ่นใหม่ๆ อีกทั้งวิธีการใช้งาน AutoCAD รุ่นต่างๆมีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้นการศึกษาการใช้งานคำสั่งของ AutoCAD R14 ของเราจะเป็นพื้นฐานที่ในการใช้งาน AutoCAD รุ่นใหม่ๆที่จะมีความสามารถสูงขึ้นต่อไป

 

Adobe ให้บริการเกี่ยวกับโซลูชั่นซอฟต์แวร์โดยมีสายผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับบริษัทและมืออาชีพที่มีความคิดสร้างสรรค์ Adobe ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์ จัดการและจัดพิมพ์เนื้อหาที่มีคุณภาพพร้อมด้วยเนื้อหาที่เชื่อถือได้และมีความปลอดภัย ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ Adobe เช่น Adobe Photoshop, Illustrator และ InDesign ถือเป็นมาตรฐานที่ไม่ได้ใช้กันเพียงแค่ในอุตสาหกรรมด้านกราฟฟิก และด้วยโปรแกรม Acrobat Adobe ได้สร้างสรรค์ platform ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเนื่องด้วยความง่ายไม่ยุ่งยากและความปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนข้อมูล

 

Minitab เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปใช้ประมวลผลข้อมูลทางด้านสถิติ โดยพัฒนาจากกลุ่มนักวิชาการทางด้านสถิติมากว่า 30 ปีแล้ว โดยปัจจุบันได้พัฒนาปรับปรุงมาจนสามารถใช้กับระบบปฎิบัติการวินโดวส์

โดย Minitab เข้ามามีบทบาทสำหรับผู้ใช้สถิติในส่วนของการประมวลผลและการแสดงผลข้อมูลในลักษณะของตัวเลขและผลในลักษณะของกราฟ ประกอบกับเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาและมีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น Minitab จึงถูกเลือกใช้ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ

ความซับซ้อนในการประมวลผล (Complexity)

ความเที่ยงตรงและแม่นยำในการประมวลผลข้อมูล (Accuracy)

ความรวดเร็วและความสามารถในการทำซ้ำ (Repeatability)

 

การเช่าซื้อหรือเช่าใช้เป็นอีกหนึ่งบริการและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช่จ่ายขององค์กร รวมถึงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการลงทุน มั่นใจได้ว่าเรามีพาร์ทเนอร์สถาบันการเงินที่พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำรูปแบบการเช่าที่เหมาะสมและมีความยืดหยุ่น สามารถให้บริการแบ่งชำระสินค้าได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงมีการรับประกันและการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง

บริการติดตั้งอุปกรณ์ทีใช้ในระบบสารสนเทศ ทั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ด้วยทีมงานมืออาชีพที่มากด้วยประสบการณ์ มีความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญในการติดตั้งอุปกรณ์ทางด้านระบบสารสนเทศที่ใช้ในองค์กร โดยมีกระบวนการติดตั้งที่มีขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพและมีการติดตั้งที่ถูกต้อง ทำให้สามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้งานได้อย่างเต็มที่

ไม่มีข้อมูล

ไม่มีข้อมูล

Request a quote in seconds complete the form below to get your free quote

*