Our Solutions

บริการในรูปแบบนี้เป็น Private Cloud Services โดยให้บริการในรูปแบบ Infrastructure As A Service (IaaS) ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีขนาดเล็ก โดยแพคเกจมาตรฐานของบริการ NET-Cloud IT Infrastructure มีให้เลือก 3 แพคเกจประกอบด้วย

NET-Cloud SME Package เป็นแพคเกจเริ่มต้นที่ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และมีระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเก็บ Log ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 

NET-Cloud SME Plus Package เป็นแพคเกจที่มีองค์ประกอบเหมือนกับแพคเกจแรก และมีการติดตั้ง NET-Cloud BoxZ เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ เพิ่มระดับการควบคุมความปลอดภัย และควบคุมการทำงานของผู้ใช้งานได้มากขึ้น

NET-Cloud SME Plus VDI Package เป็นแพคเกจที่เหมือนกับแพคเกจที่สอง และเพิ่มระบบเพื่อรองรับการใช้งาน Virtual Desktop Infrastructure (VDI)

     ทุกแพคเกจของ NET-Cloud IT Infrastructure ประกอบด้วย

  • การเก็บ Log ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
  • Microsoft AD/DNS/DHCP
  • E-Mail Hosting 
  • File Sharing Server & Backup to Storage
  • Deep Security & Windows Server Update
  • Server & Network Monitoring
  • Remote Access (SSL VPN)
  • Service Coupons

สำหรับแพคเกจที่ 2 และ 3 นั้น NET-Cloud BoxZ จะถูกติดตั้งไว้ฝั่งของผู้ใช้งาน เพื่อให้การใช้งาน NET-Cloud ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยของผู้ใช้งานมากขึ้น  รวมถึงสามารถทำการสำรองข้อมูลชั่วคราวของเครื่อง Client PC ที่ลูกค้าต้องการได้  นอกจากนี้ บริการ NET-Cloud ยังมีบริการเสริมให้เลือก เพื่อให้เนื้อหาของการบริการโดยรวม ตรงตามข้อกำหนดที่ลูกค้าต้องการ การบริการเสริมประกอบด้วย

  • Application Server & Database Server
  • Microsoft Office 365 (for Client)
  • Antivirus Software (for Client)

องค์กรของคุณมีการวางแผนเรื่องของภัยพิบัติหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย, อัคคีภัย, วาตภัย หรือแผ่นดินไหว ถ้าหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ทางองค์กรของคุณมีแผนการรับมืออย่างไรบ้าง ถ้าไม่สามารถเข้าไปทำงานในองค์กรได้อย่างกระทันหัน มีการเก็บข้อมูลสำรองไว้ที่อื่นหรือไม่ NET-Cloud BCM Services นั้นเป็นการให้บริการเก็บสำรองข้อมูลของลูกค้าไว้ที่ Data Center ของเรา ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น DR Site ของลูกค้า จุดประสงค์หลักคือทำให้ลูกค้าสามารถทำงานต่อได้ในกรณีที่เกิดภาวะวิกฤตขึ้น

ประโยชน์ของ NET-Cloud BCM Services

  • ข้อมูลของระบบหลักจะถูก Replicate อยู่อย่างสม่ำเสมอ หากมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น Data-loss และ Down-time จะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย 
  • Solution สามารถปรับแต่งตามสัญญาการรักษาระดับคุณภาพการให้บริการ (SLA requirements) โดยลูกค้าจะเป็นคนระบุว่าต้องการการบริการแบบไหน เช่น 8x5xNBD หรือ 24x7 เป็นบริการแบบ On-site support หรือ Remote support เป็นต้น
  • ลูกค้าไม่ต้องทำการติดตั้ง บริหารจัดการระบบ ตลอดจนดูแบบรักษาระบบเอง ทุกอย่างถูกรวมไว้ในบริการ NET-Cloud BCM Services แล้ว

นอกเหนือจากบริการ NET-Cloud ซึ่งระบบของเราเองแล้ว เรายังสามารถให้บริการ AWS ชอง Amazon เพื่อให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลายหลายตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยมีออพชั่นต่าง ๆ ที่หลากหลายให้เลือกเกี่ยวกับ Specification ของ Virtual Server Cloud และระบบปฏิบัติการสำหรับ Virtual Server แต่ละตัว  การเพิ่ม หรือลดจำนวน Virtual Server หรือ Specification ต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ง่าย เพราะระบบ AWS มีความยืดหยุ่นสูง และคิดค่าใช้บริการแบบจ่ายตามการใช้งานจริง นอกจากนี้ AWS ยังมี แอพพลิเคชั่นที่หลายหลายทางธุรกิจให้เลือกใช้งานในรูปแบบของ Software-As-A-Service โดยลูกค้าไม้ต้องยุ่งยากในการติดตั้งซอฟต์แวร์เอง และสามารถจ่ายค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานจริง  ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของระบบโดยรวมจะถูกลงอย่างมาก

สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการ AWS แต่ยังขาดบุคคลกรที่จะมารับผิดชอบงานทางด้านนี้  เรามีบริการติดตั้งระบบให้ตรงกับความต้องการในการใช้งาน รวมถึงบริหารจัดการ และบำรุงรักษาระบบดังกล่าว  ซึ่งเรามีทีมงานให้คำปรึกษา ช่วยเลือกแพคเกจ และแอพพลิเคชั่นที่เหมาะกับความต้องการทางด้านธุรกิจของแต่ละองค์กรได้   

Cloud computing นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัญลักษณ์ก้อนเมฆ (หรือ cloud)

ซึ่งรูปแบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จากยุค Personal Computers (PCs)  สู่ยุคของ Cloud Computing  โดยเปลี่ยนรูปแบบการทำงานบนคอมพิวเตอร์จากการมีเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว ไปเป็นการเก็บข้อมูล และประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ (Cloud Provider) ผ่านอินเตอร์เน็ต

จากการเราต้อง ลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และบุคคลการ ของแต่ละบริษัทฯ เองสูง ทำให้มีทางเลือกในการจัดการระบบต่างๆ เช่น Server , Network infrasture , Backup , Storage …หมดไป

ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถซื้อหรือเช่าบริการเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดการ และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ทางอินเตอร์เน็ต หรือ โครงข่าย WAN.   ซึ่งชื่อ Cloud นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัญลักษณ์ก้อนเมฆ ซึ่งถูกใช้เพื่อแสดงถึง คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ค หรืออินเตอร์เน็ตนั่นเอง

ระบบ Cloud Computing สามารถแบ่งออกเป็น

·     ระบบส่วนบุคคล (Private Cloud) เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งาน และบริหารจัดการ ภายในองค์กร  สามารถติดตั้งไว้ภายในหรือภายนอกก็ได้ แต่ใช้งานผ่าน Private network ซึ่งข้อดีของระบบนี้ มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากสามารถควบคุมเอง แต่ข้อด้อยคือต้องลงทุน เริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง

·    ระบบสาธารณะ (Public Cloud)  เป็นการใช้งานของระบบการเก็บข้อมูล หรือ การประมวลผล ร่วมกันหลายๆองค์กรโดยมี Cloud provider เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดย Cloud provider จะเป็นผู้กำหนดสิทธิ์การใช้ทรัพยากรของระบบให้แก่ผู้ใช้แต่ละราย ทำให้ระบบนี้ได้รับความนิยม เพราะมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตมาก รวมถึงการใช้อุปกรณ์ Smartphone หรือ Tablet ทำให้มีความต้องการใช้งานอย่างแพร่หลายมาก

Cloud Technology แบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามการใช้งานคือ

1. Infrastructure as a Service (IaaS) คือ บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านฮาร์ดแวร์ สตอเรจ ระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัย ในรูปแบบเวอร์ชวลไลเซชั่น (virtualization) ซึ่งทำให้เราสามารถจัดสรรทรัพยากรได้แบบไดนามิก เช่น การเพิ่มหรือลดขนาดของCPU, Harddisk, RAMของเครื่องเวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์ (Virtual Server)

2. Platform as a service (PaaS) คือ บริการด้านแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นการให้บริการแพลตฟอร์มที่รองรับการทำงานของHardware ,Operating Systems, Database Systems และ Application โดยผู้ใช้บริการสามารถปรับความต้องการตามการใช้งานได้เอง

3. Software as a service (SaaS) คือ การให้บริการโปรแกรมซอฟต์แวร์ให้แก่ผู้ใช้งานในรูปแบบของบริการผ่านเว็บไซต์ โดยที่ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อซอฟต์แวร์แพคเกจและเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อมาติดตั้งใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง เช่น Webhosting,  เว็บไซต์สำเร็จรูป ระบบอีเมลล์ (E-mail) ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เป็นต้น

Refer: http://www.ecti-thailand.org/emagazine/views/63

 

Cloud computing นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัญลักษณ์ก้อนเมฆ (หรือ cloud)

ซึ่งรูปแบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จากยุค Personal Computers (PCs)  สู่ยุคของ Cloud Computing  โดยเปลี่ยนรูปแบบการทำงานบนคอมพิวเตอร์จากการมีเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว ไปเป็นการเก็บข้อมูล และประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ (Cloud Provider) ผ่านอินเตอร์เน็ต

จากการเราต้อง ลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และบุคคลการ ของแต่ละบริษัทฯ เองสูง ทำให้มีทางเลือกในการจัดการระบบต่างๆ เช่น Server , Network infrasture , Backup , Storage …หมดไป

ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถซื้อหรือเช่าบริการเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดการ และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ทางอินเตอร์เน็ต หรือ โครงข่าย WAN.   ซึ่งชื่อ Cloud นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัญลักษณ์ก้อนเมฆ ซึ่งถูกใช้เพื่อแสดงถึง คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ค หรืออินเตอร์เน็ตนั่นเอง

Request a quote in seconds complete the form below to get your free quote

*